หลักการใช้คาร์ซีท แบบฉบับคุณหมอ

การใช้คาร์ซีทที่พ่อแม่ยังสงสัย มาฟังคำแนะนำ ฉบับหมอเด็กกันค่ะ เข้าใจง่าย

#หลักการใช้คาร์ซีท สไตล์ #เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
นี่คือการโพสรอบที่สี่เรื่องนี้ ตั้งแต่ตั้งเพจมาสามสัปดาห์

ยังไม่ทันขาดคำก็มีข่าวที่แม่อุ้มเด็ก แล้วรถตกหลุมและเสียชีวิตจาก airbag กางอัดหลังตกหลุม นี่เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมากในประเทศไทย เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เล็งเห็นความปลอดภัยของคาร์ซีท ถ้ามีรถ จ่ายเพิ่มอีกสักนิดนะครับ กว่าจะตั้งท้องมาก็ตั้ง 9 เดือน กว่าจะเลี้ยงอีก นมระบมไปเท่าไร เสียค่าแพมเพิร์สไปเท่าไร …. แค่นี้คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มครับ

ซ้ำร้ายคือซื้อคาร์ซีทมาติดแล้วเอาลูกไปนั่งเฉยๆ ไม่คาดเบลท์ พ่อหมออยากจะเอาไม้หลวงพ่อคูณเขกกะโหลกเรียกสติ ….. หนูคิดอะไรกันอยู่ลูก…..

เหมือนเวลาหมอเห็นคนขี่มอไซด์ แล้วเอาหมวกกันนอกไปหนีบตรงขาหนีบ….. คืออะไร …. จะเอาไปซุกให้มันเค็มพอดีแล้วค่อยเอามาใส่หัวตอนเจอตำรวจรึ ฮ้า…. กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ 55555

ต่างๆ เหล่านี้ อันนี้ไม่ต่างกับมียาแต่ไม่กิน แล้วเอาขวดยาไปวางไว้บนหิ้งพระแล้วยกมือไหว้ แล้วบอกให้ชั้นหายจากโรค 5555 หรือเอาน้ำเปล่ามารักษาโรค เอาเถอะจ้ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นขอให้ตายอย่างไม่เจ็บปวดละกันครับ ไม่ได้แช่งนะ อันนี้อวยพร เพราะถ้าไม่ตายเลยอาจจะทุพพลภาพหนักๆ จะทรมานเปล่าๆ เง้อ…..

นี่มันเรื่องความปลอดภัย หนูจะเอาอย่างที่หนูสบายใจไม่ได้โดยเด็ดขาด นะแจ๊ะ …… คาร์ซีทแพงกว่า ตปท จริงครับ บ้านเรา แต่อย่าลืม รถยนต์บ้านเราก็แพงกว่า ตปท ยังซื้อมาใช้ได้เลยอ่ะ คู๊ณณณณณณ

เอางี้…. จะให้หมอไปกราบแทบตักพริตตี้ เลยก็ได้…… ใช้เถอะจ้ะ …. มันปลอดภัยกว่าเยอะ…. ดังนั้นวันนี้พ่อหมอขอนำย้ำวิธีที่ทำให้ลูกสามารถนั่งคาร์ซีทได้นะครับ …… คือ

“จับลูก …. วางบน คาร์ซีท…. คาดเบลท์ แล้วใส่ล็อค”

แต๊แด่นนนนนนน….. เสร็จแล้ว การทำให้ลูกนั่งคาร์ซีทได้ 555555555 เอ้า ลุกขึ้นปรบมือ ทุกคน…..

จะบ้าเรอะ สมงสมองไปหมดละ 55555 กร๊าก ……. แต่ถ้าถามวิธีที่ทำให้นั่งคาร์ซีทให้ยั่งยืน แนะนำแบบนี้ครับ

  1. เริ่มใช้ตั้งแต่แรกเกิด คือกลับจาก รพ ใช้เลย จะได้สร้างความคุ้นเคย ลูกหมอคุ้นมาก ขึ้นปุ๊บหลับปั๊บ … ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง ปกติอยู่บ้านตื่นมาร้องเหมือนกินนมแม่คลุกกับยาบ้าตลอดเวลา 5555 (อันนี้ก็เกินไปสักนิด 5555)
  2. เซ็ทเงื่อนไขให้ลูกเลยว่า “no car seat, no drive” คือไม่นั่งคาร์ซีทไม่มีการนั่งรถโดยเด็ดขาด ใกล้ไกล ห้ามบ่น ไม่นั่งไม่ไป
  3. “ร้องคือร้อง” อาจจะต้องทนไป แต่ถ้าไม่เคยนั่งเลย แล้วจู่ๆ จะให้นั่งค่อนข้างยาก พ่อหมอแนะนำให้เริ่มฝึกนั่งไปเซเว่นใกล้บ้าน หน้าปากซอย ไปกินข้าวเย็นใกล้บ้านก่อน หากร้องเยอะจอดข้างทาง พักได้ แต่เมื่อไหร่ล้อเคลื่อนต้องนั่งคาดเบลท์บน คาร์ซีท เสมอ
    หมอบอกเลย ในแง่การปรับพฤติกรรม“ใครทนกว่า คนนั้นชนะ” แน่นอนดังนั้นควรเริ่มให้เร็ว เพราะถ้าเริ่มช้า เด็กโตการต่อต้านจะเยอะกว่า และนานกว่า (อันนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง)
  4. ติดตั้งให้ถูกด้วย คลิกด้านล่างได้ว่าติดกลับหน้ากลับหลังเมื่อไร ตามลิงค์ที่หมอเคยโพสไปนะครับ แต่เอาให้ดีติดตอนแรกเกิด ติดแบบกลับหลัง ให้ร้านติดให้เลย จบ แฮปปี้ ชีวิตดี๊ดี…..วิธีการเลือกคาร์ซีท คลิกhttps://www.facebook.com/SpoiledPediatrician/posts/1318721458224835:0ถึงเบ้าหน้าจะดูธรรมดา แต่รักที่พกมามหึมานะจะบอกให้//แอดมาริโอ้ เมาเรือ#เลี้ยงลูกตามใจหมอ
    #ตรงหลักการบ้างน้อยบ้างเกินบ้าง
    #ตามความพอใจ

ภาพประกอบ: ลูกพ่อหมอเอง ด้านซ้ายวันกลับบ้านวันแรก กับล่าสุด สัก อา ก่อน นั่งชิลชมวิว สบายๆ

ข้อมูลดีๆ จากเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ

คาร์ซีทมือสอง..ดีไหม?

ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้คาร์ซีทมือสอง โดย หมอวิน เพจ #เลี้ยงลูกตามใจหมอ

ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของคาร์ซีท #คาร์ซีทมือสอง


ตามที่พ่อหมอเคยเขียนเรื่องการเลือกซื้อคาร์ซีทไว้แล้วตั้งแต่ตอนเปิดเพจครับ คลิกอ่านได้ครับที่ 
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1318721458224835&substory_index=0&id=1312969582133356

ก็เริ่มมีลูกเพจเริ่มถามเรื่อง “การซื้อคาร์ซีท” ในหัวข้อนอกเหนือจากคำถามเบื้องต้นครับ โดยเฉพาะเรื่อง “การซื้อคาร์ซีทมือสอง” หรือ “คาร์ซีทเก่า”

ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมาร ฯ ของสหรัฐอเมริกา … บอกไว้ว่า

  • ควรใช้คาร์ซีท “ใหม่” ที่ได้มาตรฐาน หากทำได้ เพราะแข็งแรง ปลอดภัย และรับประกันความปลอดภัยในการใช้งาน
  • ห้ามใช้คาร์ซีทที่เคย “ประสบอุบัติเหตุ” มาก่อน เรื่องนี้อันตรายมากเลยครับ … เพราะอุบัติเหตุอาจทำให้โครงสร้างภายในแตกหัก (ซึ่งบางครั้งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) หรือสายเข็มขัดอาจฉีกขาด ตัวล็อคต่าง ๆ อาจหลวม ไม่แน่นหนาเหมือนเดิม …
  • หลีกเลี่ยงการใช้คาร์ซีทที่ผลิตมาแล้ว เกิน 10 ปี …
  • ควรซื้อคาร์ซีทที่มี manufacturer’s label หรือป้ายจากผู้ผลิตเสมอครับ เพราะหากมีการเรียกคืนสินค้า ด้วยเหตุผลใดก็ตามเราจะได้เคลมได้
  • ห้ามใช้คาร์ซีทที่มีการชำรุดที่กรอบคาร์ซีท หรือมีชิ้นส่วนบางอย่างของคาร์ซีทสูญหายและหมอขอย้ำเรื่องการติดตั้งอีกครั้งครับ
  • นั่งหันหลัง จนกว่าจะอายุ 2 ขวบ หรือจนกว่าขาเด็กจะล้นนั่งแบบหันหลังกลับไม่ได้ จากนั้นค่อยกลับมานั่งหันหน้า
  • นั่งหันหน้าจนกว่าน้ำหนักและส่วนสูงเกินกว่าคำแนะนำของคาร์ซีทนั้น ๆ โดยปกติ คือ น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม หรือ ส่วนสูงประมาณ 145 ซม. ครับ จากนั้นปรับเป็น booster seat (เก้าอี้รอง) นั่งด้านหลัง จนอายุ 13 ปี แล้วสามารถมานั่งด้านหน้าได้ …
  • อย่าลืมคาดเข็มขัดให้เรียบร้อยทุกครั้ง
  • นั่งคาร์ซีททุกครั้งที่นั่งรถครับ No car seat, no driveควรฝึกนั่งตั้งแต่แรกเกิดนะครับ เพราะเด็กจะคุ้นชินมากกว่าและสร้างกฎให้เข้าใจว่าต้องนั่งจึงออกรถได้ง่ายกว่ามาติดตั้งตอนโต โดยเฉพาะหลัง 6 เดือนขึ้นไปนะจ๊ะ เพราะเริ่มรู้เรื่องแล้ว ต่อต้านได้ในสิ่งที่ไม่เคยทำ ยิ่งหลัง 1 ขวบ ไม่ต้องพูดถึง ยากมากครับหากทำได้ควรซื้อ “ใหม่” เนอะ เพื่อความปลอดภัย หรือหากซื้อคาร์ซีทมือสองที่ใช้แล้ว ต้องแน่ใจว่าไม่เคยผ่านอุบัติเหตุและผลิตมาอายุน้อยกว่า 10 ปี …ในกรณีหากประสบอุบัติเหตุขึ้นมา … หากซื้อยี่ห้อที่สากล เขาจะเคลมคาร์ซีทใหม่ให้เราเลยครับ … เหมือนยี่ห้อที่หมอใช้ คือ Ailebebe ราคาโอเคและเคลมได้หากเกิดอุบัติเหตุครับ …สนใจก็ติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายได้เลย … นะ หรือคลิกดูรายละเอียดและเลือกซื้อที่www.babygiftretail.com ได้นะครับ ใครไปงาน BBB ก็ไปดูได้เนอะเรื่องความปลอดภัย … หมอย้ำเสมอตั้งแต่เปิดเพจครับ เป็นเรื่องที่ผ่อนปรนไม่ได้ …  #หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
 

 

เก้าอี้วิเศษของพวกเรา (คาร์ซีท)

ฝึกลูกให้นั่งคาร์ซีทไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายเลย ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ

ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว

ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย

  1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน
  2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้

เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย)

เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ หรือเลือกเปิดเพลงที่ลูกชอบแล้วร้องไปด้วยกันก็ได้

หยุดพักบ้าง หากต้องเดินทางไกลควรเลือกใช้คาร์ซีทปรับเอนนอนได้ และจอดพักสักครู่เพื่อให้ลูกได้ยืดเส้นยืดสาย

เคล็ดลับก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ Real-Parenting

ภาพประกอบจาก Baby Gift Retail

—————————————————————————————-

สามารถสอบถามได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและแนะนำได้อย่างถูกต้องที่ศูนย์บริการ Baby Gift ทั้ง 9 สาขา ใกล้บ้าน

  • สาขา BTS วงเวียนใหญ่ โทร. 086-355-1902
  • สาขา The Crystal รามอินทรา โทร. 084-905-5589
  • สาขา นอร์ทปาร์ค(วิภาวดี-ประชาชื่น) โทร. 086-312-1272
  • สาขา สุขุมวิท 103 โทร. 095-496-8555
  • สาขา The Crystal SB ราชพฤกษ์ โทร. 095-578-5115
  • สาขา Mega Bangna โทร. 063-225-7200
  • สาขา The Bright พระราม2 โทร. 093-125-9422
  • สาขา แหลมฉบัง โทร. 086-381-7595
  • สาขา อุบลราชธานี โทร. 090-295-8608

ช่องทางออนไลน์ :

การเลือกซื้อคาร์ซีทสำหรับเด็ก

ปัจจุบันมีคาร์ซีทให้เลือกมากมายหลายประเภท จึงควรใช้เวลาในการเลือก และต้องเลือกคาร์ซีทที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้

  • คาร์ซีทต้องมีป้ายเครื่องหมาย E ซึ่งแสดงว่า ผ่านมาตรฐานของสหประชาชาติ, ECE Regulation 04 หรือ R 44.03

  • เลือกประเภทคาร์ซีทให้เหมาะสมกับน้ำหนักและขนาดตัวของเด็ก และต้องติดตั้งได้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • ตรวจสอบประเภทของคาร์ซีทให้เหมาะสมกับน้ำหนักและความสูงของเด็ก
  • ศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ แคตตาล็อก จากร้านค้าที่จำหน่ายคาร์ซีท เป็นข้อมูลพิจารณาเลือกคาร์ซีทรุ่นที่ตรงความต้องการ
    Inbox : m.me/ailebebethailand  , Website : http://ailebebethailand.com/
  • ลองคิดดูว่าคุณจะใช้คาร์ซีทอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องนำคาร์ซีทเข้าและออกจากรถบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องอาจจะต้องเลือกคาร์ซีทมีที่นั่งน้ำหนักเบา หรือหากคุณเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ คาร์ซีทที่ปรับเอนนอนได้สบายก็จะช่วยให้เด็กได้ผ่อนคลาย รู้สึกสบายและช่วยให้เด็กหลับได้อย่างสบาย

  • ตรวจสอบว่าคาร์ซีทที่กำลังตัดสินใจจะซื้อ สามารถติดตั้งกับรถยนต์ของคุณได้แน่นอน
  • สอบถามกับผู้ขายว่าคาร์ซีทเหมาะกับเด็กและรถของคุณหรือไม่ หรือลองหาคนที่จะช่วยให้คุณลองติดตั้งคาร์ซีทที่รถก่อนที่จะซื้อ
  • ตรวจสอบว่า พนักงานขายได้รับการฝึกอบรมในการเลือกและติดตั้งคาร์ซีท จากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง เพื่อให้ได้รับคำแนะนำจากพนักงานขายที่ได้รับการฝึกอบรมมาแล้วอย่างถูกต้อง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถคืนคาร์ซีทหรือเปลี่ยนหรือขอรับเงินคืนได้ หากไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง
  • ตรวจสอบว่าคาร์ซีทมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด 44.04 ของสหประชาชาติหรือค้นหาเครื่องหมาย ‘E’ หรือเป็นไปตามมาตรฐาน i-size ใหม่ (R129)

  • อย่าซื้อคาร๋ซีทมือสอง เพราะคุณไม่สามารถมั่นใจในประวัติของมันได้ อาจเป็นคาร์ซีทที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว แม้ว่าภายนอกอาจจะดูดี แต่ก็อาจมีความเสียหายภายในที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
  • คาร์ซีทมือสองมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพขึ้น เมื่อเทียบกับการออกตามแบบตามมาตรฐานปัจจุบัน และประสิทธิภาพความปลอดภัยก็ลดลงด้วยเช่นกัน
  • หากจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทมือสอง ควรใช้คาร์ซีทที่มาจากสมาชิกในครวบครัว หรือเพื่อนเท่านั้น เพราะคุณสามารถตรวจสอบประวัติของคาร์ซีทตัวนี้ได้ พร้อมคำแนะนำจากผู้ใช้เดิม

***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่

ลูกรอดตายเพราะคาร์ซีท

คาร์ซีทหรือเบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็ก คืออุปกรณ์ที่สำคัญมาก สำหรับเด็ก ซึ่งควรใช้ตั้งแต่แรกเกิด ในบางประเทศถึงกับออกกฎหมายบังคับ พ่อแม่ทุกคนต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีทตั้งแต่ออกจากโพยาบาล คาร์ซีทจะช่วยปกป้องลูกน้อยระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์  ในปัจจุบันประเทศไทยก็เริ่มให้ความสำคัญเรื่องคาร์ซีทมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ และคาร์ซีทมีราคาค่อนข้างแพง

วันนี้เรามีประสบการณ์จริง จากประโยชน์ของการใช้คาร์ซีท ที่คุ้มค่ามากเท่าชีวิต

คุณปีใหม่ คุณแม่มือใหม่ที่ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับคาร์ซีทเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ เธอให้ลูกนั่งคาร์ซีทตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลในวันแรก ช่วงนั้นค่อนข้างมีปัญหากับทางบ้านนิดหน่อย เนื่องจากคุณแม่ของเธอเป็นคนหัวโบราณ ไม่เข้าใจเรื่องคาร์ซีท และคิดว่าจะอุ้มหลานเอง อุ้มเองก็ต้องปลอดภัยอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เธอจึงต้องอธิบายให้คุณแม่เข้าใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่

จนมาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เธอเล่าว่า วันนั้นเธอ สามีและลูก กำลังเดินทางกลับจากจังหวัดชลบุรี  อยู่บนทางด่วนบูรพาวิถี สามีใช้ความเร็วปกติ เธอนั่งที่เบาะหลัง ส่วนน้องบีน่าลูกสาววัยเพียง 2 เดือน นอนหลับปุ๋ยอยู่ในคาร์ซีท เมื่อสามีขับออกมาจากช่องเก็บค่าทางด่วน สังเกตเห็นว่ารถคันหน้าที่ขับอยู่เลนขวา ขับช้าผิดปกติ สามีจึงจะแซงซ้ายขึ้นไป ทันใดนั้นรถคันหน้าก็เปลี่ยนเลนมาทางซ้ายกะทันหัน เลยชนเข้าอย่างแรง

เมื่อรู้ตัวอีกทีตัวเธอกระเด็นไปอยู่ที่เบาะหน้ามีรอยฟกช้ำ ระบมไปทั้งตัว  Airbag แตกรอบคัน พอมีสติก็รีบเปิดประตูรถไปดูน้องบีน่าก่อนเลย น้องบีน่ายังหลับปุ๋ยอยู่ในคาร์ซีทเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ  นี่ถ้าอุ้มลูกไว้เองจะเป็นยังไงไม่อยากนึกเลย ตัวเองยังเอาไม่รอด ขอบคุณคาร์ซีทมากๆ ลูกรอดตายเพราะคาร์ซีทจริงๆ

หลังจากเหตุการณ์นี้ คุณแม่ของเธอก็เข้าใจประโยชน์ของคาร์ซีทแล้วว่าสำคัญมากเพียงใด ในวันนั้นคาร์ซีทได้ทำหน้าที่ปกป้องชีวิตหลานตัวน้อยเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด  และได้นำเรื่องนี้ไปบอกต่อ กับคนรู้จักว่า “หลานฉันรอดมาได้เพราะคาร์ซีทแท้ๆ”

คุณปีใหม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้ทางทีมงาน Ailebebe Thailand ได้ทราบ ทางเราจึงได้นำคาร์ซีทตัวใหม่ไปเปลี่ยนให้เธอ และน้องบีน่าถึงที่บ้าน ซึ่งเป็นบริการหลังการขายของเรา คาร์ซีท Ailebebe เอ-เล-เบ-เบ รับประกันความปลอดภัย เปลี่ยนคาร์ซีทตัวใหม่ให้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ส่วนคาร์ซีทตัวเก่าที่ผ่านการเกิดประสบอุบัติเหตุมาแล้ว ทางเราจะเก็บมาเพื่อทำลายทิ้ง เพราะระบบภายในอาจมีรอยแตกหัก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้

** หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่รักลูกสุดหัวใจ **


***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่

คาร์ซีทก็มีวันหมดอายุเหมือนกันนะ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา กฏหมายกำหนดให้ผู้ผลิตคาร์ซีทจะต้องระบุวัน/เดือน/ปีที่ผลิตและวันหมดอายุของคาร์ซีท บนผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เพื่อกำหนดอายุการใช้งานของคาร์ซีทที่แท้จริง โดยกฏหมายไม่ได้ระบุอายุการใช้งานที่ชัดเจนเพราะขึ้นอยู่กับวัสดุและโครงสร้างที่ใช้ผลิตคาร์ซีท โดยส่วนใหญ่คาร์ซีทที่ขายในสหรัฐอเมริกาจะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 ปี นับจากวันที่ผลิต (มิใช่วันที่ซื้อ) ในขณะที่บางรุ่นที่อาจมีการใช้วัสดุอย่างดีหรือมีการเสริมโครงสร้างพิเศษอาจสามารถใช้งานได้ถึง 9 ปี

อย่างไรก็ตามคาร์ซีทที่มิได้จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกามักไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับวันที่ผลิตหรือวันหมดอายุให้ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นวิธีการตรวจสอบง่ายๆ คือหลีกเลี่ยงการใช้คาร์ซีทเก่า คาร์ซีทมือสอง คาร์ซีทตกรุ่น หรือคาร์ซีทที่เก็บไว้เป็นเวลานาน

เมื่อคาร์ซีทหมดอายุจะเป็นเช่นไร? คาร์ซีททุกตัวมีโครงสร้างพลาสติกเป็นส่วนประกอบหลัก และคาร์ซีทเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในรถยนต์ ซึ่งเมื่อมีการใช้งานเป็นเวลานาน ความร้อนและแสง UV จะทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพ กรอบ แตกหักง่าย นอกจากนี้แสง UV ยังทำให้วัสดุรองรับแรงกระแทกและเบาะรองตัว หมอนรองศีรษะทารกที่เคยนุ่มกลับแข็งและขาดความยืดหยุ่นจึงไม่สามารถใช้ปกป้องทารกได้

และโดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีอากาศร้อนและแสงแดดจัด คาร์ซีทที่ถูกติดตั้งทิ้งไว้ในรถอาจมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงแนะนำให้ควร ถอดและเก็บคาร์ซีทออกจากรถในกรณีที่ไม่ได้มีการใช้งานเป็นเวลานาน เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของคาร์ซีทให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้ได้นานขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง ห้างสรรพสินค้า Kohl เมืองควินซี่ย์  ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมีการจัดงานแลกเปลี่ยนคาร์ซีทมือสองที่ลานจอดรถของห้าง  สำหรับผู้โชคดีจำนวน 300 คนแรก สามารถนำคาร์ซีทอันเก่ามาแลกเป็นคาร์ซีทอันใหม่ได้ แค่จ่ายเงินเพิ่มเพียง 10 ดอลล่า เท่านั้น เพื่อลดการใช้คาร์ซีทที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุแล้ว

นายอดัม ครันทรี่ พนักงานของห้าง  Kohl ได้กล่าวว่า เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆแล้ว เราสนับสนุนให้ทุกคนใช้คาร์ซีทอันใหม่ หรือหันมาใช้คาร์ซีทในรถยนตร์เพื่อป้องกันความปลอดภัยของเด็กๆ  มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้เลยว่าคาร์ซีทมีอายุการใช้งาน 6 ปี หรือ คาร์ซีทที่ใช้อยู่นั้นเคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน และมีรอยแตกหัก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้ ดังนั้นเราจึงอยากให้คุณเปลี่ยนอันใหม่เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยของคุณ

สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือไม่ควรซื้อคาร์ซีทที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันผ่านการใช้งานแบบใดมาบ้าง  จงจำไวว่า “อย่าเสี่ยงชีวิตและความปลอดภัยของลูกน้อยเพียงเพื่อจะได้ซื้อของที่ราคาถูก”


***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้คาร์ซีท

ในสมัยนี้หลายครอบครัวมีความตื่นตัวและเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้คาร์ซีทเพราะต้องการให้ลูกรักได้เดินทางอย่างปลอดภัยกันมากขึ้น ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้แต่จะเห็นได้ว่า เดี๋ยวนี้มองไปทางไหน รถที่มีเด็กเล็กๆ โดยสารมาด้วยก็มักจะมีคาร์ซีทติดรถกันไว้แทบทุกบ้าน บางครอบครัวมีรถหลายคันก็หาคาร์ซีทมาติดรถไว้ทุกคันซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การที่เรามีคาร์ซีทตั้งไว้ในรถก็ไม่ได้แปลว่าลูกเราจะปลอดภัยเสมอไป ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องคำนึงถึงในการใช้คาร์ซีทเพื่อให้มั่นใจว่าคาร์ซีทจะช่วยปกป้องลูกน้อยในยามคับขันเมื่อถึงคราวเกิดอุบัติเหตุได้จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงนั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

1.เลือกซื้อคาร์ซีทโดยดูอายุเด็กเพียงอย่างเดียว

จริงอยู่ที่คาร์ซีทส่วนใหญ่จะมีการกำหนดมาตรฐานช่วงอายุที่เหมาะสมในการใช้ไว้อย่างชัดเจน แต่อย่าลืมว่าเกณฑ์ที่กำหนดมานั้นเป็นมาตรฐานของเด็กทั่วไป การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับลูกเราจริงๆ ต้องดูที่น้ำหนักและส่วนสูงของลูกเราเป็นสำคัญ เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการด้านความสูงและขนาดตัวที่ต่างกัน ***ดังนั้นเราจึงต้องเทียบความสูงและน้ำหนักของลูกเรากับเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ใช่ดูแค่เพียงอายุอย่างเดียว

2.คาร์ซีทคุณภาพดี แบรนด์ดัง มีมาตรฐาน แต่ติดตั้งไม่ถูกวิธี

นอกจากการเลือกใช้คาร์ซีทคุณภาพดี มีมาตรฐานแล้ว การติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้องถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างความปลอดภัยให้กับลูกรัก  คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด  ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่มั่นใจควรให้ผู้ขาย หรือศูนย์บริการที่จำหน่ายคาร์ซีทที่มีความรู้ความเชียวชาญของแบรนด์นั้นๆ ช่วยแนะนำการติดตั้งอย่างถูกวิธี เพราะคาร์ซีทแต่ละรุ่น และแต่ละแบรนด์มีการออกแบบการใช้งานและการติดตั้งที่แตกต่างกัน อย่าเหมารวมว่าทุกคนที่ขายคาร์ซีทจะสามารถติดตั้งคาร์ซีทได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ควรขอคำแนะนำจากศูนย์บริการของผู้นำเข้าหรือผู้ผลิตโดยตรงดีกว่าเพื่อความมั่นใจ

3.มีคาร์ซีทคุณภาพดี ติดตั้งถูกวิธี แต่ไม่ฝึกให้ลูกหัดนั่ง

หลายครอบครัวยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเลือกคาร์ซีทอย่างดี เมื่อซื้อมาแล้ว คุณพ่อคุณแม่ศึกษาข้อมูลติดตั้งอย่างถูกวิธีกันอย่างเต็มที่ แต่พอถึงเวลาเอาลูกลงนั่งจริงๆ ลูกร้องงอแงเสียงดัง ลำพังคุณพ่อคุณแม่เองก็อดทนไม่ได้น้ำตาไหลตาม คุณย่าคุณยาย อากงอาม่า รวมถึงพี่เลี้ยงที่ไม่เข้าใจความจำเป็นการใช้คาร์ซีท ยังบ่นตลอดทางว่าเป็นพ่อแม่ใจร้ายทิ้งให้ลูกร้องไห้จนใจจะขาด สุดท้ายก็ต้องถอดเข็มขัดเอาลูกออกมาอุ้มทุกครั้ง จนลูกไม่มีความคุ้นเคยกับการนั่งคาร์ซีท และสรุปเอาว่าลูกไม่ยอมนั่ง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเด็กทุกคนต้องการเวลาและการฝึกฝนเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับสิ่งของทุกอย่างรอบตัว การให้เวลากับลูกได้ค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยด้วยการนั่งคาร์ซีทบ้างครั้งละ 10-15 นาที อย่างต่อเนื่องจะช่วยทำให้เด็กเข้าใจและเริ่มร้องไห้น้อยลง จากเดิมที่เคยร้องตลอด15 นาทีเต็ม เค้าจะค่อยๆ ร้องไห้ลดลงจนยอมนั่งในที่สุด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใจแข็งและท่องไว้ว่าเด็กสามารถร้องไห้ได้เป็นชั่วโมงโดยที่ไม่เป็นอะไร ถ้าร้องจนเหนื่อยเค้าจะหลับไปเอง แต่ถ้าลูกไม่นั่งคาร์ซีทเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่รถเราเกิดอุบัติเหตุนั่นหมายถึงชีวิตน้อยๆ ที่อาจไม่มีอนาคตที่สวยงามอย่างที่เราวาดฝันไว้

4.แค่ลูกยอมนั่งก็พอแล้ว รัดเข็มขัดหลวม หรือรัดแค่ตรงเอวก็พอ ลูกจะได้ไม่อึดอัด

เพราะคาร์ซีทคืออุปกรณ์รองรับความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่ใช้แค่เพียงเก้าอี้ให้เด็กนั่งสบายๆ  การรัดเข็มขัด 5 จุด (ไหล่และขาทั้ง 2 ข้างเข้ากับเป้าตรงกลาง) แบบหลวมๆ แรงกระชากของรถขณะเบรคกระทันหันจะทำให้ศีรษะและลำตัวถูกดึงไปข้างหน้าและกระแทกกับเบาะในจังหวะย้อนกลับ กระดูซี่โครงอาจหัก ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงซึ่งอาจส่งผลให้บาดเจ็บถึงขั้นพิการได้  ในรายที่อันตรายยิ่งกว่าคือการให้ลูกนั่งคาร์ซีทแต่รัดเข็มขัดแค่เอว เวลาเกิดอุบัติเหตุ เมื่อรถหยุดแบบกระทันหัน  แรงของรถขณะเบรคจะกระชากตัวเด็กออกจากคาร์ซีทส่งผลให้ศีรษะและลำตัวส่วนบนทั้งหมดพุ่งไปข้างหน้า และถูกกระแทกเข้ากับเบาะคาร์ซีทอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีหลังนี้ระดับการสูญเสียหรือบาดเจ็บที่หนักกว่าในกรณีแรกอย่างมาก

5.ส่วนใหญ่ขับรถเองไปไหนมาไหนกะลูก 2 คน ก็ให้ลูกนั่งคาร์ซีทอยู่เบาะหน้าข้างๆ กัน ลูกจะได้ไม่เหงา

รถสมัยนี้ส่วนใหญ่มี Airbag คู่หน้าเป็นมาตรฐานทุกคันเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดย Airbag จะทำงานทันทีเมื่อรถเกิดการชนอย่างรุนแรง แต่เนื่องจาก Airbag ถูกออกแบบมาให้ใช้ปกป้องผู้ใหญ่ ที่มีพัฒนาการ กระดูสันหลัง คอ และศีรษะที่เต็มวัยแล้ว การให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี นั่งในตำแหน่งที่มี Airbag การทำงานของ Airbag จะเกิดการกระแทกอย่างรุนแรงโดยตรงต่อตัวเด็ก หรือต่อคาร์ซีท อาจทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นตำแหน่งที่เด็กควรนั่งหรือควรติดตั้งคาร์ซีทคือเบาะหลังซึ่งจะปลอดภัยที่สุด

6.จริงหรือ? คาร์ซีทมือสองที่ซื้อมาจากร้านขายรถเข็นเด็กมือสอง คาร์ซีทมือสอง มันก็ใช้ได้ปลอดภัยเหมือนๆ กัน

เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็มีขายมือสอง ยิ่งของใช็เด็กอย่างรถเข็นมือสอง คาร์ซีทมือสองยิ่งเป็นที่นิยม เพราะหลายคนมักใช้ข้ออ้างที่ว่า “คาร์ซีทแพง ยังไม่รู้เลยว่าลูกจะยอมนั่งหรือเปล่า ซื้อคาร์ซีทมือสองก็ได้ ประหยัดดี” หรือาจหลงเชื่อคำอวดอ้างจากร้านขายคาร์ซีทมืองสองว่าเป็นคาร์ซีทมือสองนำเข้าจากญี่ปุ่น สภาพดี  สภาพใหม่ ปลอดภัยเหมือนๆ กัน

จริงๆ แล้วการใช้คาร์ซีทมือสองนั้นไม่ได้ผิดอะไร ถ้าคุณมั่นใจว่ารู้จักเจ้าของคนก่อนเป็นอย่างดีและรู้ว่าคาร์ซีทมือสองนั้นไม่เคยผ่านการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงมาก่อน เพราะคาร์ซีทที่เคยผ่านการเกิดอุบัติเหตุมาแล้วจะไม่สามารถรองรับการเกิดอุบัติเหตุได้อีก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แรงเหวี่ยงแรงกระชากจากการหยุดรถอย่างกระทันหันอาจทำให้รอยเย็บเข็มขัดนิรภัยขาด  อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพื่อหน่วงรั้งตัวเด็กที่อยู่ด้านในคาร์ซีทอาจมีการแตกหัก โครงสร้างพลาสติกฉีกขาด รวมถึงตัวล๊อก Belt Clipต่างๆ สำหรับยึดติดกับตัวรถอาจแตกหักหรือเสื่อมได้ จึงทำให้คาร์ซีทไม่สามารถปกป้องลูกน้อยในขณะเกิดอุบัติเหตุได้อีก

ถึงแม้ว่าคาร์ซีทมือสองนั้นอาจจะไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แต่คาร์ซีทมือสองส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์ไม่ครบ หมอนรองตัว หมอนรองศีรษะที่จำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิดและป็นอุปกรณ์ตามมาตรฐานขาดหายไป เด็กนอนแล้วไม่ได้องศาที่เหมาะสมส่งผลให้หลัง คอ และศีรษะไม่ได้รับการปกป้อง และเด็กไม่ได้นอนอยู่ในท่าที่ถูกต้อง นอกจากจะเป็นอันตรายแล้วยังทำให้กระดูกอ่อนๆทียังไม่สมบูรณ์เติบโตผิดรูปจากการใช้งานอย่างต่อเนื่องได้ รวมถึงคู่มือการติดตั้งที่ขาดหายไป ทำให้การติดตั้งไม่ถูกต้องและเป็นอันตรายโดยที่คุณไม่รู้

นอกจากนี้คาร์ซีทก็มีอายุการใช้งานเหมือนๆ กับของใช้ทั่วไป วัสดุรองรับแรงกระแทกไม่ว่าจะเป็นแบบโฟม เจล หรือฟองน้ำในคาร์ซีทมือสองที่เคยนุ่มมักจะเสื่อมและแข็งไม่สามารถรองรับแรงกระแทกได้จริง รวมถึงโครงพลาสติกที่อาจจะกรอบและแตกหักง่ายไม่มีความยืดหยุ่นเหมือนของใหม่ อย่างไรก็ตามหากคุณพ่อคุณแม่มีความจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทมือสองจริงๆ ควรเลือกรับคาร์ซีทมือสองจากคนใกล้ชิดที่เราไว้ใจได้ว่าคาร์ซีทนั้นไม่เคยผ่านการเกิดอุบัติเหตุและไม่เก่าจนเกินไป ควรตรวจสอบสภาพของคาร์ซีทมือสองนั้นอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าคาร์ซีทจะช่วยปกป้องชีวิตลูกน้อยได้จริง

(สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้คาร์ซีทมือสองและวิธีตรวจสอบได้จาก หน่วยงานรัฐบาลด้านความปลอดภัยในรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา http://safeny.ny.gov/sesa-chk.htm 🙂


***สอบถามเพิ่มเติมหรือขอคำแนะนำในการเลือกคาร์ซีท

การเลือกคาร์ซีท carseat อย่างไร ให้ปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกน้อย

   ในหลายประเทศได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับ ความปลอดภัย โดยให้เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี ต้องใช้คาร์ซีททุกครั้งที่เดินทางโดยรถยนต์ คาร์ซีท carseat สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฏหมายกำหนด เพื่อป้องกันลูกน้อยจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน บนท้องถนน

   ผู้ที่ใช้รถยนต์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฏจราจร หากคุณเดินทางพร้อมกับลูกน้อย การที่อุ้มลูกไว้ที่ตัก ก็อาจจะมีโอกาสที่คุณไม่สามารถอุ้มลูกได้อย่างมั่นคง เพราะในการเกิดอุบัติเหตุขึ้น จะมีแรงเหวี่ยงที่มหาศาลเกินที่เราจะต้านทางได้ ลูกของคุณก็มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บสูงค่ะ ดังนั้นการมีคาร์ซีท ที่ปลอดภัยในรถยนต์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยลดการบาดเจ็บของลูกน้อยได้ 

   ทั้งนี้การใช้คาร์ชีทที่ไม่ถูกต้อง เช่น การติดตั้งที่ผิดวิธี ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงกับเด็กมากขึ้น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ฉะนั้น ก่อนซื้อคาร์ซีทคุณควรศึกษาข้อมูล การใช้งานที่ถูกวิธีอย่างละเอียด และเลือกคาร์ซีท carseat จากบริษัทผู้ผลิตที่ผ่านมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยแล้วเท่านั้น

  • จากสถิติ การเกิดอุบัติเหตุพบว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เป็น 4 เท่า เพราะการไม่ใช้คาร์ซีทในรถยนต์
  • จากผลสำรวจเมื่อปี 2008 โดยองค์การทางรถยนต์ประเทศญี่ปุ่น ( Japan Automobile Federation :JAF) เกี่ยวกับการใช้งาน

ข้อควรระวัง เมื่อใช้งานคาร์ซีท carseat ไม่ถูกวิธี

   ผลจากการสำรวจ พบว่า 32.7 % คาร์ซีทที่ใช้งานอยู่นั้นติดตั้งผิดวิธีและไม่หนาแน่น และ 67.3 % พบว่า ยังใช้งานไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง การล็อคเข็มขัดนิรภัยที่ยึดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมถึงแม้ว่าคุณจะเลือกใช้คาร์ซีท carseat ที่ดีที่สุดแล้ว แต่หากการใช้งานไม่ถูกวิธีก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับเด็ก เพื่อลดปัญหาดังกล่าว เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานคาร์ซีทให้ถูกต้อง ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อคาร์ซีท

   คุณควรศึกษาข้อมูลว่า คาร์ซีท carseat รุ่นใดที่เหมาะสมกับรถของคุณ และ การใช้งานที่ถูกต้องเป็นอย่างไร โดยขอคำปรึกษากับพนักงานขาย จุดสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ก่อนใช้งานทุกครั้งต้องตรวจสอบว่าคาร์ซีทที่ใช้อยู่ มีจุดบกพร่องหรือติดตั้งอย่างปลอดภัยหรือไม่

   ปัจจุบันมีคาร์ซีท carseat อยู่ 3 ประเภท ที่สามารถเริ่มใช้กับทารกตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งเด็กโตค่ะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการปรับพนักพิงของคาร์ซีท carseat ให้เหมาะสมกับวัยและน้ำหนักตัวเด็ก

จุดสำคัญในการเลือกคาร์ซีท carseat ที่ปลอดภัยแก่ลูกน้อย

  1. เลือกคาร์ซีท carseat ให้เหมาะสมกับสรีระของลูกน้อย

เนื่องจากอวัยวะต่างๆของเด็กยังไม่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง ระบบการนอนหรือการปรับอุณหภูมิของร่างกาย จนกว่าเด็กจะสามารถนั่งได้ด้วยตัวเอง คุณแม่ควรใส่ใจเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมที่จะต้องสามารถประคองเด็กโดยไม่ก่อให้เกิดแรงกดบนตัวเด็กและมีเบาะที่ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป

  1. ตรวจสอบดูว่าคาร์ซีทcarseat นั้นติดตั้งบนรถของคุณได้อย่างถูกต้องหรือไม่

บางครั้งคาร์ซีท carseat ที่คุณชอบนั้นอาจจะไม่สามารถติดตั้งที่รถของคุณได้ หรือยากแก่การที่จะติดตั้งให้ถูกต้อง ดังนั้นควรตรวจสอบจุดนี้ไม่ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

  1. เลือกคาร์ซีทcarseat ที่ได้มาตรฐานระดับสากล

คุณย่อมต้องการที่จะให้ลูกน้อยได้รับความปลอดภัยสูงสุดใช่ไหม ดังนั้นมาตราฐานระดับสากลก็เป็นการรับประกันคุณภาพของคาร์ซีท ว่าปลอดภัยกับลูกน้อยของคุณ

เช่น คาร์ซีท carseat ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2006 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับคาร์ซีท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป ( EC standard: ECE-R44/04) นอกจากนี้มาตรฐานดังกล่าวยังถูกบังคับใช้กับคาร์ซีททุกประเภทของประเทศญี่ปุ่น ที่ผลิตหลังเดือนกรกฎาคม 2012 ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่นมีมาตราฐาและคุณภาพที่สูง

***การฝึกลูกนั่งคาร์ซีท คุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อย ๆ ให้ลูกเข้าใจว่าเขาจะต้องนั่งคาร์ซีท เพราะพ่อแม่รัก อยากให้เขาปลอดภัย ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจร้องไห้งอแง คุณแม่ควรนั่ง เป็นเพื่อนลูกอยู่ด้านหลัง คุยกับเขา เล่นกับเขา เล่านิทานให้เขาฟัง ให้รู้สึกเพลิดเพลิน และเคยชิน จากนั้นเขาก็จะร้องไห้น้อยลง จนไม่ร้องไห้อีกเลย


***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่

ประสบการณ์จริงจากคุณพ่อลูกสอง บทเรียนจากรถคว่ำ……คาร์ซีทสำคัญไฉน ???

  • ความเชื่อแรกที่ต้องมี..คาร์ซีทคือสิ่งสำคัญ

เคยคิดไหมว่าถ้าวันหนึ่งคุณขับรถประสบอุบัติเหตุจนทำให้ลูกน้อยๆ ของคุณได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต คุณจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง??

ผมถือว่าผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้รับการปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของคาร์ซีทสำหรับเด็กๆ ทั้งจากคุณหมอประจำตัวลูกๆ พี่สาว ภรรยา ตลอดจนเพื่อนๆของผมและภรรยาที่เคยมีลูกมาก่อน ที่พร่ำสอนว่า ต้องให้เด็กนั่งคาร์ซีททุกครั้งที่ขึ้นรถนะ…

  • การฝึกและมีวินัยในการฝึกลูกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก

ทุกครั้งที่ผมเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ผมกับภรรยาจะให้ลูกๆนั่งคาร์ซีทตลอดเวลา ถึงแม้ช่วงแรกๆ (รวมถึงช่วงหลังๆด้วยบางเวลา) เค้าจะร้องไห้ฟูมฟายก็ตาม เราก็ต้องใจแข็งปล่อยให้ร้องไห้ไป เพราะถือคติว่า “safety first” พอนานๆเข้า เด็กๆก็จะเริ่มรู้เงื่อนไขเองว่า ถ้าไม่นั่งบนคาร์ซีทจะไม่ได้ขึ้นรถไปด้วย แม้แต่วันแรกที่พาลูกออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด ผมและภรรยาก็ให้ลูกน้อยนั่งคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด

…เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนมักจะใจอ่อน และมักจะคิดว่านิดหน่อยคงไม่เป็นอะไร แต่อย่าลืมว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีจริงๆ แข็งใจปล่อยให้ลูกร้องไห้ ดีกว่าไม่มีโอกาสให้เขาได้ร้องไห้นะครับ…

  • การเลือกคาร์ซีทตามช่วงวัยของลูกน้อยเพื่อความเหมาะสมและปลอดภัยสูงสุด

กระนั้นก็ดี ด้วยความที่คาร์ซีทยี่ห้อดีๆมักจะมีราคาสูง(มาก) เดิมทีผมมีลูกชายคนเดียวก็มีสำหรับเด็กแรกเกิดถึงสองขวบ ต่อมาพอน้องปัณณ์โตขึ้นก็กัดฟันควักกระเป๋าซื้อสำหรับเด็ก 1-5 ขวบ มาอีกตัว จากนั้นพอผมมีน้องปุณณ์ ลูกสาวอีกคนที่อายุย่างเข้า 9 เดือน ภรรยาก็อยากได้ คาร์ซีทที่แข็งแรงๆ อีกอันไว้ให้น้องปัณณ์นั่ง ส่วนน้องปุณณ์จะขยับมานั่งอันที่สองแทน ผมก็คัดค้านเพราะเห็นว่าสิ้นเปลือง อันแรกยังใช้ได้อยู่เลย… แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ยอมควักเงินอีกสองหมื่นกว่าซื้อมาอีกตัวอย่างเสียไม่ได้

  • ประสบการณ์จริงอุบัติเหตุที่รุนแรงแต่ลูกน้อยปลอดภัยเมื่อนั่งคาร์ซีท

หลังจากซื้อมาได้เพียงเดือนเดียว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและร้ายแรงที่สุดในชีวิตผมก็เกิดขึ้นจนได้ ผมกับครอบครัวเดินทางไป กทม. โดยลูกชายผมนั่งคาร์ซีทตัวใหม่อยู่ด้านข้างคนขับ (ขยับเบาะให้ไกลจาก console หน้ารถเท่าที่จะทำได้ด้วยนะครับ) ลูกสาวนั่งบนคาร์ซีทตรงกลางเบาะคนนั่ง หันหลังให้กับถนน โดยมีภรรยาและพี่เลี้ยงนั่งขนาบข้าง ระหว่างทางกลับโคราชบนถนนมิตรภาพใกล้ถึงสระบุรี รถผมเกิดพลิกคว่ำข้ามเลนไปฝั่งขาเข้ากรุงเทพ ชนรถยนต์คันอื่นๆ อีก 4 คัน…สภาพก็อย่างที่เห็นครับ ภรรยาผมกระดูกต้นคอหัก นิ้วมือหัก 3 นิ้ว พี่เลี้ยงกล้ามเนื้ออักเสบไปทั้งตัว…แต่น้องปัณณ์ อายุ 2 ขวบ 5 เดือน น้องปุณณ์ อายุ 10 เดือน กลับไม่มีแม้แต่แผลถลอก!! หลายๆคนบอกว่าเพราะเด็กมีแม่ซื้อแม่กำเนิดคอยปกป้อง…แต่สำหรับผม เจ้าคาร์ซีทที่ภรรยาผมคะยั้นคะยอนักหนาให้ผมซื้อมานี่แหละ ที่ทำให้ลูกน้อยผมยังมีลมหายใจอยู่ได้ในตอนนี้ และตอนนี้เจ้าคาร์ซีททั้งสองอัน ยังไม่บุบสลาย ยังคงอยู่เพื่อทำหน้าที่ปกป้องลูกน้อยทั้งสองคนอยู่ต่อไป (ยี่ห้ออะไรก็ดูเอาเอง เดี๋ยวหาว่าโฆษณาแฝง ฮาาา)

***แก้ไขข้อมูลครับว่า คาร์ซีทที่ประสบอุบัติเหตุแล้วไม่ควรเอามาใช้ต่อครับ และมีหลายท่านแจ้งมาด้วยว่าคาร์ซีทบางยี่ห้อ เค้าเปลี่ยนตัวใหม่ให้ฟรีกรณีเกิดอุบัติเหตุครับ

  • บทสรุปเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน

ถ้าตอนนั้นผมดื้อรั้นไม่ซื้อเพราะเพียงเหตุผลว่า “แพง เดี๋ยวค่อยซื้อก็ได้” ตอนนี้ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้กอดลูกผมคนใดคนนึงก็ได้ …เงินสองสามหมื่น ก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ แต่เมื่อเทียบกับชีวิตลูกทั้งชีวิตแล้ว คงไม่ต้องพูดต่อกระมังว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน… แค่คิดว่าผมเป็นคนขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ แถมยังไม่ยอมซื้อ คาร์ซีทจนต้องสูญเสียลูกไป ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าผมจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร….

หวังว่าบทเรียนบทนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ รวมถึงคนที่กำลังจะได้เป็นพ่อแม่คน ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกน้อยให้มากๆ เงินเพียงสองสามหมื่นบาท แต่เมื่อเทียบกับชีวิตลูกทั้งชีวิตแล้ว ต่อให้ผมยากจนกว่านี้ ผมก็ยังยืนยันที่จะกัดฟันซื้อมาใช้อยู่เช่นเดิม…หากจะคำนวณเป็นตัวเงินง่ายๆ คาร์ซีทราคาอย่างสูง 3 หมื่นบาท ใช้ได้อย่างต่ำสำหรับช่วงอายุ 3 ปี ตกเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 27 บาท… อย่าคิดว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องไกลตัว อย่าคิดว่าการอุ้มลูกบนรถจะปกป้องลูกได้ดีที่สุด เพราะหากเกิดเหตุขึ้นแล้วไม่มีใครที่มีสติดีพอที่จะคอยปกป้องลูกได้หรอกครับ…!!!

สรุปคือ

  1. อย่าคิดว่าแพง หากพอที่จะซื้อได้จงซื้อซะ
  2. ซื้อมาแล้วอย่าใจอ่อน เด็กร้องไห้แน่ๆ แต่คิดว่าเสมอว่า safety first
  3. อย่าคิดว่าขับรถใกล้ๆ ขับช้าๆ คงไม่เป็นไร เพราะหากรถชนขึ้นมามันมีแรงกระแทกมากพอที่จะทำให้เด็กเล็กๆ ได้รับอันตรายได้
  4. ศึกษาและติดตั้งให้ถูกวิธีนะครับ (เห็นบางคนจับลูกนั่ง car seat จริง แต่ไม่คาดสายรัดเด็กเลย มันจะมีประโยชน์อะไร!)

สำหรับในกรณีนี้ทาง เบบี้ กิ๊ฟ ได้จัดเปลี่ยนคาร์ซีทใหม่ให้กับครอบครัวลูกค้า เพราะคาร์ซีทที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุหนักมาแล้วนั้นไม่ควรนำกลับมาใช้อีกเพราะความแข็งแรงและความปลอดภัยจะต่ำลงไม่สามารถใช้ปกป้องในการเกิดอุบัติเหตุครั้งต่อไปได้อีก

ขอบคุณประสบการณ์อุบัติเหตุในครั้งนี้ ที่คุณพ่อได้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็น อุทาหรณ์ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ

Cradit Facebook : Wiroon Jintanakul


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เพราะคาร์ซีทช่วยชีวิตลูกรักไว้ แม่นานาเตือนภัยอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เพราะคาร์ซีทหรือเบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็กช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ คาร์ซีทจะช่วยรองรับศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง ที่ยังไม่แข็งแรงของเด็กเล็ก

  • ผ่านมาตราฐานและความปลอดภัยแล้วทั้งในญี่ปุ่นและยุโรป
  • Ailebebe มีห้องทดสอบความปลอดภัยเฉพาะของเราเอง
  • คาร์ซีททุกตัวจะผ่านการทดสอบแล้วมาอย่างเข้มงวด
  • ผลิตและประกอบทุกขั้นตอนในประเทศญี่ปุ่น
  • การรันตีด้วยรางวัล Sefety Award และรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม ปี 2007 จากประเทศญี่ปุ่น
  • ประกันอุบัติเหตุ 4 ปีเต็ม เปลี่ยนตัวใหม่ให้ทันทีหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน คลิกดูสิทธิประโยชน์…http://bit.ly/Helpcenter-การรับประกันอุบัติเหตุ

 ประสบการณณ์ตรงจากคุณแม่นานา เพราะมีคาร์ซีทจึงช่วยชีวิตลูกรักทั้งสองไว้ได้อย่างปลอดภัย

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา” คำนี้ขอให้ตระหนัก เหตุเกิดขึ้นเมื่อวานนี้แต่แม่คนนี้ขอรวบรวมสติเล่าให้ทุกคนฟังตอนนี้ เหตุการณ์คือรถเราจอดติดไฟแดงแล้วมีรถบรรทุก (ใช่ค่ะ รถบรรทุก) พุ่งมาแบบเบรคไม่ทัน ถนนลื่น ฝนตก ชนเข้าไปท้ายรถแบบจังๆ กระจกด้านหลังแตกลงมาหมด ลูกๆบีน่าบรู๊คลินอยู่ในรถ เสียงกรีดร้องของลูกดังมาก ด้วยความตกใจ แต่น้องสองคนปลอดภัย เราได้พาน้องๆไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลเรียบร้อย เนื่องจากแรงกระแทกค่อนข้างแรงมาก แต่สิ่งนึงที่ขอใช้คำว่า “จำเป็น” และเป็นสิ่งที่เราต้องใช้อย่างยิ่งคือ Car seat ทำให้สองบีไม่ตกไปไหนนั่งติดเก้าอี้ ไม่เจ็บตรงไหน ก่อนหน้านี้ยอมรับตรงๆว่ามีบ้างที่เราเห็นว่าเดินทางใกล้ๆนั่งตักเราสะดวกดี แต่ตอนนี้คงต้องนั่ง car seat อย่างสม่ำเสมอแล้ว ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้มันน่ากลัวจริงๆ นึกภาพไม่ออกว่าถ้าเด็กสองคนไม่ได้นั่ง Car seat จะเป็นยังไง เมื่อคืนก่อนหลับยังร้องไห้ ตอนนอนยังนอนผวา ร้องไห้ น่าสงสารที่สุด ฝากมาเล่าเพื่อแม่ๆทุกคนที่รักลูกสุดหัวใจได้ระมัดระวังเรื่องนี้นะคะ ด้วยหัวใจของคนเป็นแม่ค่ะ


CREDIT IG : nanarybena