Booster Seat บูสเตอร์ซีท คืออะไร อายุเท่าไหร่ถึงเปลี่ยนมาใช้บูสเตอร์

บูสเตอร์ซีททำหน้าที่เหมือนคาร์ซีทเลยค่ะ คือเป็นเก้าอี้นิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็กแต่บูสเตอร์ซีทใช้สำหรับเด็กที่โตแล้ว บูสเตอร์ซีทจะต่างกับคาร์ซีทตรงที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย 5 จุดในที่นั่งเด็กเหมือนคาร์ซีท แต่จะใช้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์พาดไปบนตัวเด็กเพื่อเริ่มฝึกให้น้องหัดใช้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เพื่อความปลอดภัยแทนค่ะ

ถึงแม้ว่าเด็กวัยนี้จะสามารถคาดเข็มขัดนิรภัยในรถเหมือนผู้ใหญ่ได้แล้ว แต่เนื่องจากว่าตัวยังเล็กอยู่ จึงต้องนั่งบูสเตอร์เพื่อเสริมให้ก้นสูงขึ้น โดยสายด้านล่างจะพาดบนตักได้พอดี และสายที่พาดบ่าจะสอดที่ตรงพนักพิงได้พอดีเช่นกัน ในทางกลับกันถ้าเราให้เด็กวัยประมาณสามขวบนั่งในรถโดยไม่ใช้บูสเตอร์สายเข็มขัดนิรภัยเส้นล่างจะไม่พาดบนหน้าตักได้พอดีเหมือนผู้ใหญ่ แต่จะพาดไปบนช่องท้องเพราะเด็กตัวเล็กอยู่ ส่วนสายเส้นบนที่พาดบ่าอาจจะไปพาดที่คอซึ่งไม่ปลอดภัยแน่นอน และจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

อายุเท่าไหร่ถึงเปลี่ยนมาใช้บูสเตอร์ซีท

การเปลี่ยนมาใช้บูสเตอร์ซีทส่วนใหญ่จะแนะนำให้ดูตามเกณฑ์อายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป จนถึง 11 ปี  หรือน้ำหนัก 15-36 kg. และ ความสูง 100-145 cm. แต่เราขอแนะนำว่าให้ดูตามเกณฑ์น้ำหนักและความสูงเป็นหลักจะดีกว่าการดูตามอายุเพราะน้ำหนักจะมีผลเมื่อเกิดอุบัติเหตุเด็กจะต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะไปพุ่งไปหน้ารถตามแรงกระชาก และความสูงที่มากพอจะช่วยให้ระดับของเข็มขัดนิรภัยรถพาดอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

เราควรให้เด็กนั่งในบูสเตอร์ซีทจนถึงความสูง 145 ซม. จึงสามารถเปลี่ยนมานั่งรถโดยคาดเข็มขัดของผู้ใหญ่ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริม

5 จุดสังเกตว่าลูกโตพอที่จะเลิกใช้บูสเตอร์ซีทได้แล้ว

  1. ลูกนั่งหลังพิงพนักได้แล้ว
  2. ลูกงอเข่าได้พ้นขอบเบาะแล้ว
  3. สายเข็มขัดที่พาดทะแยงหน้าอก พาดอยู่กลางบ่าพอดี ไม่พาดใกล้คอ หรือพาดใกล้แขน
  4. สายเข็มขัดด้านล่างพาดบริเวณต้นขาและสะโพกได้พอดี
  5. ลูกสามารถนั่งในท่านี้ได้สบายตลอดการเดินทาง

ถ้าลูกทำได้ “ครบทุกข้อ” คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกนั่งในรถโดยไม่ต้องใช้บูสเตอร์ซีทแล้วค่ะ แต่ถ้ายังทำได้ “ไม่ครบ” ก็ควรให้ลูกนั่งบูสเตอร์ซีทต่อไป เพื่อความปลอดภัยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://blogs.uwhealth.org/kids/2015/09/booster-seat-is-best/

 

 

บูสเตอร์ซีท สำหรับเด็กวัย 3-11 ปี น้ำหนัก 15-36 kg.

ระบายอากาศได้ดีตลอดทั้งตัว

มีช่องระบายอากาศจากศีรษะถึงที่นั่ง ระบายความร้อนได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่มีเหงื่อออกมาก

รูปทรงบูสเตอร์ซีทรองรับสรีระเด็กได้ดี

ให้เด็กๆ รู้สึกสบาย แม้ต้องนั่งบูสเตอร์ซีทเป็นเวลานานๆ

ใช้งานได้ 2 รูปแบบ ตามช่วงวัย

 

สามารถปรับระดับการเอนได้ตามเบาะรถ

  ที่พักศีรษะช่วยรองรับศีรษะเด็กขณะหลับได้ดี
  พนักพิงด้านหลังช่วยรองรับหลังและสะโพกเด็กได้อย่างพอดี
  บุด้วยฟองน้ำชนิดพิเศษ ช่วยลดแรงกระแทกได้อย่างดี

   

Model

SARATTO High back Junior

Adaptation body Weight(For weights) 15 kg. or more and 36 kg. or less (15-36 kg.)
Estimated Height 100 cm. or more and 145 cm. or less
(that the seat belt does not hit the child’s neck)
Approximate age Around 3 – 11 years old
Product weight (Product weight) 4.1 kg.
Product Size (Dimensions) H660mm × W430mm × D45 mm.
การติดตั้งระบบเข็มขัดนิรภัย  

ตรวจสอบโปรโมชั่นล่าสุด คลิ๊ก

คาร์ซีท Ailebebe ติดตั้งแบบ ISOFIX 100%

อย่างที่ทราบดีกว่าในปัจุบันมีการติดตั้งคาร์ซีทอยู่ 2 รูปแบบคือแบบ ISOFIXและแบบเบลล์ ซึ่งการติดตั้งแบบ ISOFIX เกิดจากการที่หน่วยงานกลางที่ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีทได้เล็งเห็นว่าคาร์ซีทแต่ละตัวมีการออกแบบการติดตั้งที่ไม่เหมือนกันทำให้พ่อแม่ที่ซื้อคาร์ซีทไปใช้แล้วบางคนไม่สามารถติดตั้งคาร์ซีทได้อย่างถูกวิธี จึงเกิดการคิดค้นหาวิธีที่

เป็นการติดตั้งที่เป็นมาตรฐานสากล คาร์ซีททุกตัวมีวิธีการติดตั้งเหมือนกัน ง่าย ไม่ต้องใช้แรงมาก

มีความปลอดภัยสูง เพราะคาร์ซีทที่ใช้เบลล์รถยนต์รัดเข้ากับตัวรถ ไม่ว่าจะรัดแน่นแค่ไหนก็ตาม เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ความยืดหยุ่นของเบลล์จะทำให้คาร์ซีทเกิดการขยับเขยื้อนได้เล็กน้อย หากเราใช้ขาเหล็ก ISOFIX เกี่ยวเข้ากับข้อเหล็กได้เบาะแทนการใช้เบลล์ จะสามารถทำให้คาร์ซีทไม่สามารถขยับเขยื้อนหน้า-หลังซึ่งจะช่วยทำให้เด็กมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะหากเราสามารถยึดคาร์ซีทไม่ให้ขยับเขยื้อนหน้า-หลังในจังหวะที่ตัวเด็กเองก็ถูกฉุดด้วยแรงของรถในขณะเกิดอุบัติเหตุได้ จะทำให้แรงปะทะระหว่างตัวเด็กกับคาร์ซีทลดลง ตัวเด็กจะได้รับการกระทบกระเทือนน้อยลงเช่นกัน

ดังนั้นคาร์ซีทรุ่น Kurutto ของ Ailebebeจะมีการแยกระบบติดตั้งอย่างชัดเจน พูดง่ายๆ คือ ถ้ารถใช้ระบบ ISOFIX ต้องเลือกรุ่น 4i ที่ใช้กับการติดตั้งด้วย ISOFIXเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ติดแบบเบลล์ได้ ในขณะที่รุ่นที่ติดด้วย Belt อย่าง Kurutto 4S ก็ไม่สามารถนำไปติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX ได้เช่นกัน ทำไมล่ะ ทำแบบนี้ก็ไม่สะดวกสำหรับคนที่มีรถ 2 System อย่างที่บอกคือทาง Ailebebe เข้าใจค่ะว่าลูกค้าหลายคนมีรถ 2 ระบบ แต่ความปลอดภัยสำหรับเด็กคือเป้าหมายอันดับหนึ่งของ Ailebebe ที่เราไม่เคยยอม compromize เด็กขาด

ISOFIX ของ Ailebebe เป็นแบบ ISOFIX 100%

ISOFIX 100% คือ เป็นขาเหล็กทั้งแท่ง ซ่อนอยู่ใต้คาร์ซีท สามารถยึดออกเพื่อเตรียมล๊อกเข้ากับเบาะรถยนต์ได้ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะหดกลับไปซ่อนอยู่ใต้เบาะ และมีจุดควบคุมการติดตั้งที่ฐานจากด้านหน้าเพื่อความสะดวกต่อการใช้งานและความปลอดภัย  ไม่ใช่ ISOFIX แบบดัดแปลงที่อาศัยสายเข็มขัดมาเย็บเข้ากับหัวล๊อก ISOFIX เพื่อเอามายึดกับคาร์ซีทอีกทีหนึ่ง การใช้ขาล๊อกค ISOFIX 100% แบบนี้จะช่วยให้คาร์ซีทไม่ขยับเขยื้อนหน้า-หลังเมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน

 

สำหรับรุ่นที่ติดตั้งด้วยเบลล์ รุ่น Kurutto 4S ซึ่งเป็นรุ่นย่อยของ รุ่น Kurutto 4 ตัวล๊อกเข็มขัดรถยนต์ Power Lock ซึ่งเป็นตัวล๊อคชั้นที่ 2 จะช่วยเพิ่มแรงกดทับทำให้เข็มขัดรัดคาร์ซีทติดกับเบาะรถยนต์ได้เหนียวแน่นใกล้เคียงกับคาร์ซีทที่ติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX

 

นอกจากนี้ยังมีขาค้ำพื้นแบบคู่ ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นรถ ทำให้ติดตั้งได้แน่นมากขึ้น

อย่างที่หลายคนทราบอยู่แล้วว่า Ailebebe เป็นคาร์ซีทที่ผลิตโดยบริษัท Carmate MFG. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์มากว่า 60 ปี โดยปัจจุบันก็ยังคงมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงจำหน่ายอยู่ในตลาดตกแต่งรถรวมถึงคาร์ซีท Ailebebe อยู่ทั่วโลก เราจึงมีความคุ้นเคยกับรถและอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันกับรถเป็นอย่างดี รวมถึงเรามีห้องทดสอบคาร์ซีทที่ได้รับการรองรับมาตรฐานระดับโลก (มีผู้ผลิตหรือแบรนด์คาร์ซีทเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีอุปกรณ์ทดสอบคาร์ซีทที่ได้รับมาตรฐานระดับนี้) จึงทำให้ Ailebebe สามารถออกแบบและทดสอบการทำงานของคาร์ซีทได้อย่างถี่ถ้วนจนได้ผลลัพภ์ที่ปลอดภัยสูงสุด

ความลับในคาร์ซีท อะไรที่ช่วยปกป้องลูกน้อยของคุณ

คาร์ซีทเหมือนกัน…แต่วัสดุภายในไม่เหมือนกัน

Ailebebe เราไม่ได้เลือกใช้วัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย มาช่วยรองรับแรงกระแทกที่ต่างกัน…อ่านซักนิดก่อนซื้อคาร์ซีทให้ลูก

ส่วนประกอบของคาร์ซีท Ailebebe
1. โครงสร้างคาร์ซีท
โครงสร้งของคาร์ซีททั่วไปผลิตจากพลาสติกซึ่งก็มีหลากหลายเกรดให้เลือกใช้กันค่ะ แต่สำหรับพลาสติกคาร์ซีทของ Ailebebe ที่เราเลือกใช้นั้นผลิตจากพลาสติกที่เรียกว่า Polypropylene ซึ่งเป็นเกรดเดียวกันกับที่ใช้ผลิตวัสดุภายในห้องโดยสารรถยนต์ อย่างแผงประตู หรือ คอนโซลรถเพราะมีน้ำหนักเบาแต่เหนียวทนทาน

เพิ่มความแข็งแรงภายในด้วยการเพิ่มเส้นตารางทั้งแนวตั้งและแนวนอนในจุดที่สำคัญ เพื่อให้มีความแข็งแรงมากขึ้นแบบทั่วถึงทั้งโครงแทนการใช้โครงเหล็กที่จะมีเพียงเสาซ้ายขวาเท่านั้น และยังมีการเสริมส่วนผสมของ Fibergrass ซึ่งเป็นวัสดุผสมหรือพลาสติกเสริมแรง (Glass Reinforced Plastic) มีชื่อภาษาไทยแปลตรงตัวว่า เส้นใยแก้ว ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับพลาสติก เรซิน และขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ ด้วยคุณสมบัติแข็งแรงและน้ำหนักเบาจึงเป็นที่รู้จักกันดีในวงการแต่งรถเพราะเป็นวัสดุที่มักนำมาผลิตกันชน สปอร์ยเลอร์ สเกิร์ต หลังคารถ หรือชิ้นส่วนรถแข่งค่ะ
ข้อดีของ Fibergrass ที่นอกจากความเหนียวทนแล้ว ยังสามารถดัดโค้งขึ้นรูปในขั้นตอนการผลิตได้ตามต้องการทำให้วิศวกรผู้ออกแบบสามารถออกแบบจัดรูปทรงโครงคาร์ซีทให้โค้งโอบรับกับสรีระของเด็กทารกเพื่อความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ

     2. วัสดุรองรับแรงกระแทกที่อยู่ใต้ผ้าหุ้มเบาะ
Ailebebe รู้ว่าวัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เราจึงไม่ได้เลือกใช้วัสดุเพียงตัวใดตัวหนึ่ง แต่เลือกที่จะเอาข้อดีของทุกวัสดุมาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละตำแหน่งเพื่อรองรับ Impact หรือการกระแทก ได้อย่างดีที่สุด
เราจะมีการเลือกใช้วัสดุถึง 3 ชนิด คือ

1. โฟม EPS
2. ยาง Urethane
3. Low Resilience Urethane Foam

วัสดุที่ 1 โฟม EPS
โฟม EPS ส่วนใหญ่มีสีขาว มีความเหนียวทนน้อย สามารถแตกหักได้ง่าย ซึ่งถือเป็นข้อดีในการนำมารองรับแรงกระแทกเพราะเราอาศัยการแตกของโฟมเพื่อให้แรงกระแทกถูกส่งผ่านรอยแยกของโฟม เพื่อลดแรงสะท้อนกลับ ช่วยให้เด็กไม่เกิดการกระแทกซ้ำๆ โฟม EPS ถูกใช้แพร่หลายรวมถึงการเสริมในหมวกกันน๊อคเพื่อกันกระแทก

ข้อดี โฟม EPS จะเหมาะกับอุบัติเหตุแบบมีแรงกระแทกแรง High Impact เพราะแรงกระแทกจะทำให้โฟม EPS แตกและส่งผ่านแรงกระแทกไป

ข้อเสีย หากในกรณีที่เป็นอุบัติเหตุแบบมีแรงกระแทกเบา Low impact โฟม EPS จะไม่แตก แต่ด้วยสัมผัสที่แข็งและไม่อ่อนนุ่มจะเกิดแรงกระทบกระเทือนได้เล็กน้อย

วัสดุที่ 2 ยาง Urethane
โดยพนักพิงด้านข้างของคาร์ซีทรุ่น NT2 Premium จะบุด้วยยาง Urethane ในชั้นบนสุดเพื่อรองรับแรงกระแทกแบบ Low Impact เพราะให้สัมผัสที่นุ่ม ซ้อนด้านล่างด้วยโฟม EPS เพื่อรองรับแรงกระแทกแบบ High Impact อาศัยการทำงานคู่กัน ในกรณีเกิดอุบัติแบบ Low impact ยางUrethane ในชั้นบนจะช่วยปกป้องตัวลูกน้อยให้สัมผัสเฉพาะพื้นผิวที่อ่อนนุ่มเท่านั้นไม่เกิดการกระทบกระเทือนค่ะ
แต่ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแบบ High Impact ตัว Urethane จะส่งต่อแรงที่ได้รับมาไปกระแทกให้โฟม EPS ที่อยู่ด้านในให้แตกและปล่อยแรงที่รับมานั้นให้ไหลผ่านรอยแยกของโฟมต่อไปค่ะ ทำให้ลดแรงสะท้อนกลับ ช่วยลดการกระแทกซ้ำๆค่ะ
เพราะอย่างที่ทราบว่าการที่โฟม EPS จะแตกและทำหน้าที่ส่งผ่านแรงกระแทกได้นั้น โฟมต้องถูกกระแทกอย่างแรงจนทำให้โฟมแตก ซึ่งหมายความว่าหากเราใช้เฉพาะโฟม EPS เหมือนคาร์ซีทอื่นๆ ทั่วไป ตัวของลูกน้อยจะต้องกระแทกกับโฟมโดยตรง ซึ่งทาง Ailebebe พยายามลดการกระทบกระเทือนในลักษณะนี้ให้ได้มากที่สุด
ในทางกลับกันหากเราใช้เฉพาะยาง Urethane อย่างเดียวโดยไม่มีโฟม EPS รองรับด้านใน ถ้ามีการกระแทกอย่างแรง ยางจะสะท้อนแรงกับมาที่ลูกน้อย ทำให้ตัวของลูกน้อยเด้งกระแทกหลายรอบ ก็อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บเช่นกันค่ะ
วัสดุที่ 3 Low Resilience Urethane Foam

ในจุดที่มีโอกาสเกิดการกระแทกอย่างรุนแรงได้มากที่สุดคือแผ่นหลัง และที่รองก้น Ailebebe จึงเลือกใช้ Low Resilience Urethane Form ซึ่งมีลักษณะคล้าย memory foam วางไว้เพื่อรองรับแรงกระแทกอย่างนุ่มนวลที่สุดเพื่อลดการกระเด้งกลับให้เหลือน้อยที่สุด แต่หลายคนอาจสงสัยว่า memory foam แผ่นบางๆ แค่นี้จะเพียงพอหรือไม่ ในจุดที่รองหลังและก้นนี้ ทาง Ailebebe ได้คำนึงถึงแรงจากการเคลื่อนที่ของตัวลูกน้อยในขณะเกิดอุบัติเหตุ จึงได้ออกแบบพนักพิงให้สามารถยุบตัวได้เมื่อได้รับการกระแทกอย่างแรง โดยพนักพิงจะถอยหลังเล็กน้อยเพื่อช่วยผ่อนแรงกระแทกตามหลัก Physics ทำให้เกิดเป็นนวัตรกรรมที่ล้ำมากๆ อย่าง Baby-Catch Technology ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการยุบตัวของพวงมาลัยยุบตัวอัตโนมัติในรถหรูหลายๆ ยี่ห้อเพื่อช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุด

 

     3. มาตรฐานความปลอดภัย
การติดตั้งคาร์ซีทมีอยู่ 2 รูปแบบคือแบบติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX และติดตั้งด้วยระบบ Belt ค่ะ ซึ่งการติดตั้งแบบ ISOFIX เกิดจากการที่หน่วยงานกลางที่ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท (ISO หรือ International Standard Organization) ได้เล็งเห็นว่า คาร์ซีทแต่ละตัวมีการออกแบบการติดตั้งที่ไม่เหมือนกันทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่ซื้อคาร์ซีทไปใช้แล้วบางคนไม่สามารถติดตั้งคาร์ซีทได้อย่างถูกวิธี

Ailebebe ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องความสะดวกหรือความถูกต้องในการติดตั้งเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดการเคลื่อนที่หน้า-หลังของคาร์ซีทในขณะเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้อีกด้วย จึงมีการคิดค้นการติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX และ Belt ที่ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 2 ข้อ จึงเป็นที่มาของการแยกออกเป็น 2 รุ่นย่อย

ISOFIX 100% คือ การล๊อกด้วยระบบ ISOFIX โดยใช้ขาเหล็กทั้งแท่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานคาร์ซีท สามารถยึดออกเพื่อ เตรียมล๊อกเข้ากับข้อเหล็กใต้เบาะรถยนต์ได้ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะหดกลับไปซ่อนอยู่ใต้ฐานคาร์ซีท ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้คาร์ซีทติดตั้งได้แนบกับพนักพิงเบาะมากขึ้นลดการขยับเขยื้อนในขณะเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ยังมีจุดควบคุมการติดตั้งที่ฐานจากด้านหน้า เพื่อความสะดวกมากขึ้นอีกด้วย

 

AILEBEBE ISOFIX 100% ต่างจาก ISOFIX ของคาร์ซีทแบรนด์อื่นอย่างไร?
คาร์ซีทที่ติดตั้งด้วย ISOFIX บางรุ่นมีการใช้สายเข็มขัดมาเย็บเข้ากับหัวล๊อก ISOFIX เพื่อเอามายึดกับคาร์ซีทอีกทีหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุเข็มขัดนิรภัยอาจมีการยืดหยุ่นทำให้คาร์ซีทขยับตัวได้ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกระแทกที่ตัวเด็กเป็น2 เท่า เมื่อเทียบกับคาร์ซีทที่ติดตั้งด้วยขาเหล็ก ISOFIX 100% ที่ช่วยให้คาร์ซีทไม่ขยับเขยื้อนหน้า-หลังเมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุ

ส่วนระบบการติดตั้งแบบ Belt ของ Ailebebe ถึงแม้ว่าจะยังใช้ belt รถยนต์เป็นสายรัด แต่ก็ได้มีการออกแบบให้ belt โอบรัดฐานถึงด้านหน้า ซึ่งนอกจากจะมีตัวเล๊อก belt เหมือนคาร์ซีทรุ่นก่อนๆ แล้ว ยังเสริมด้วยระบบ Power lock ซึ่งเป็นตัวกดทับ belt อีกขั้นหนึ่งช่วยเพิ่มความแน่นหนาในการติดตั้งให้มากยิ่งขึ้น จึงทำให้การติดตั้งที่ใช้beltรถยนต์ลดการเคลื่อนที่ในขณะเกิดอุบัติเหตุได้ไม่แพ้การการติดตั้งด้วย ISOFIX 100% เลยทีเดียว โดยการคิดค้นระบบ Power Lock นี้ถือเป็นนวัตรกรรมใหม่ในการติดตั้งด้วย Belt ที่แน่หนาปลอดภัยที่สุดในขณะนี้

อย่างที่หลายคนทราบอยู่แล้วว่า Ailebebe เป็นคาร์ซีทที่ผลิตโดยบริษัท Carmate MFG. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์มากว่า 60 ปี โดยปัจจุบันก็ยังคงมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง
จำหน่ายอยู่ในตลาดตกแต่งรถรวมถึงคาร์ซีท Ailebebe อยู่ทั่วโลก เราจึงมีความคุ้นเคยกับรถและอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันกับรถเป็นอย่างดี รวมถึงเรามีห้องทดสอบคาร์ซีทที่ได้รับการรองรับมาตรฐานระดับโลก (มีผู้ผลิตหรือแบรนด์คาร์ซีทเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีอุปกรณ์ทดสอบคาร์ซีทที่ได้รับมาตรฐานระดับนี้) จึงทำให้ Ailebebe สามารถออกแบบและทดสอบการทำงานของคาร์ซีทได้อย่างถี่ถ้วนจนได้ผลลัพท์ที่ปลอดภัยสูงสุด

Ailebebe Made in Japan
คาร์ซีทที่คุณแม่เซเลปดนดังไว้วางใจ
คลิ๊ก…ดูรีวิว https://goo.gl/Sb8y7S
————————————————–
**รับประกันสินค้านาน 4 ปีเต็ม
และเปลี่ยนตัวใหม่ให้ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

สั่งซื้อหรือสอบถามเพิ่มเติม
Tel : 0863817175
Line ID : @babygiftretail (มี @ ด้วยนะ)
Facebook : m.me/ailebebethailand
Website : www.babygiftretail.com

ส่วนประกอบของคาร์ซีทมีอะไรบ้าง

คาร์ซีทมีส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนคือ

  1. โครงคาร์ซีท
  2. วัสดุรองรับแรงกระแทกที่อยู่ใต้ผ้าหุ้มเบาะ
  3. ผ้าหุ้มเบาะ

โครงคาร์ซีท

โครงของคาร์ซีททั่วไปผลิตจากพลาสติกซึ่งก็มีหลากหลายเกรดให้เลือกใช้กัน แต่สำหรับพลาสติกคาร์ซีทของ Ailebebe ที่เราเลือกใช้นั้นผลิตจากพลาสติกที่เรียกว่า Polypropylene ซึ่งเป็นเกรดเดียวกันกับที่ใช้ผลิตวัสดุภายในห้องโดยสารรถยนต์ อย่างแผงประตู หรือ คอนโซลรถเพราะมีน้ำหนักเบาแต่เหนียวทนทาน

คาร์ซีทบางรุ่นของเราอย่าง รุ่น Papatto สำหรับเด็กวัย 9 เดือน – 12 ปี ก็อาจมีการเสริมแกนเหล็กด้านในซ้ายขวา 2 เส้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้คาร์ซีท แต่รุ่นสำหรับเด็กแรกเกิดทั้งหมดของ Ailebebe ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Kurutto NT2 และ รุ่น Kurutto 4 ทางเราเลือกเพิ่มความแข็งแรงภายในด้วยการเพิ่มเส้นตารางทั้งแนวตั้งและแนวนอนในจุดที่สำคัญเพื่อให้มีความแข็งแรงมากขึ้นแบบทั่วถึงทั้งโครง แทนการใช้โครงเหล็กที่จะมีเพียงเสาซ้าย-ขวาเท่านั้น และยังมีการเสริมส่วนผสมของ Fibergrass ซึ่งเป็นวัสดุผสมหรือพลาสติกเสริมแรง (Glass Reinforced Plastic)  มีชื่อภาษาไทยแปลตรงตัวว่า เส้นใยแก้ว ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับพลาสติก เรซิน และขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เป็นที่รู้จักกันดีในวงการแต่งรถ เพราะเป็นวัสดุที่มักนำมาผลิตสปอร์ยเลอร์ สเกิร์ต หลังคารถ หรือชิ้นส่วนรถแข่ง

ข้อดีของ Fibergrass นอกจากความเหนียวทนแล้ว ยังสามารถดัดโค้งขึ้นรูปในขั้นตอนการผลิตได้ตามต้องการ ทำให้วิศวกรผู้ออกแบบสามารถออกแบบจัดรูปทรงโครงคาร์ซีทให้โค้งโอบรับกับสรีระของเด็กทารก เพื่อความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น


วัสดุรองรับแรงกระแทกที่อยู่ใต้ผ้าหุ้มเบาะ

วัสดุที่ใช้ในการรองรับแรงกระแทกนั้นมีหลากหลายชนิด วัสดุที่นิยมใช้กันทั่วไปจะมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • กลุ่มวัสดุแบบแข็งอย่างเช่นโฟม EPP และโฟม EPS
  • กลุ่มวัสดุแบบนุ่มอย่าง Polyurethane , Poly Urethane Foam, Low resilience polyurethane foam (หลังจากนี้จะขอเรียกสั้นๆ ด้วยการตัดคำว่า Polyออกไปเพื่อง่ายในการอธิบายนะคะ)

แล้ววัสดุอะไรปลอดภัยที่สุด? แต่ละชนิดมีทั้งข้อดีข้อเสียต่างกันดังนั้น ในการที่จะบอกได้ว่าวัสดุใดดีที่สุดนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อเกิดอุบัติรถชนและหยุดกระทันหัน ตัวของเด็กจะกระแทกเข้ากับคาร์ซีท โดยการกระแทกนั้นจะมีทั้งแบบ

  • Low impact (กระแทกแบบเบา)
  • High Impact (กระแทกแบบแรง)

ขึ้นอยู่กับความแรงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็นแบบนิ่มหรือแบบแข็ง ก็เหมะกับการรองรับการเกิดอุบัติเหตุได้ดีแตกต่างกัน

  • โฟม EPP ส่วนใหญ่มีสีดำ มีความแข็งแรง แตกหักยากกว่าโฟม EPS โดยมากเอาไว้ทำบรรจุภัณฑ์หรือเสริมในจุดที่ไม่ต้องการให้แตกหักได้ เช่น ใช้ทำกล่อง หรือโครงในหมวกกันน๊อกจักรยาน ไม่นิยมนำมาใช้ในการรองรับแรงกระแทกในคาร์ซีทสำหรับเด็ก เพราะด้วยความที่มีความแข็งแรงมาก หากเกิดการกระแทกแล้วโฟมไม่แตกจะทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้

  • โฟม EPS ส่วนใหญ่มีสีขาว มีความเหนียวทนน้อย สามารถแตกหักได้ง่าย ซึ่งถือเป็นข้อดีในการนำมารองรับแรงกระแทกเพราะเราอาศัยการแตกของโฟมเพื่อให้แรงกระแทกถูกส่งผ่านรอยแยกของโฟม เพื่อลดแรงสะท้อนกลับ ช่วยให้เด็กไม่เกิดการกระแทกซ้ำๆ โฟม EPS ถูกใช้แพร่หลายตั้งแต่ใช้บรรจุเครื่องใช้ไฟฟ้าลงกล่องรวมถึงการเสริมในหมวกกันน๊อคเพื่อกันกระแทก

ข้อดีโฟม EPS จะเหมาะกับอุบัติเหตุแบบ High Impact เพราะโฟมจะแตกออก ถ้าเป็น Low impact โฟม EPS จะไม่แตกออกและเด็กจะได้รับการบาดเจ็บเล็กน้อย

สำหรับกลุ่มรองรับแรงกระแทกแบบนุ่ม จะมี 3 ประเภทที่เลือกใช้คือ

ยาง Urethane เป็นวัสดุอ่อนนุ่มคล้ายยางพารา สามารถหล่อขึ้นรูปได้ตามต้องการและสามารถผสมให้มีระดับความอ่อนนุ่มได้หลายระดับ

ข้อดีคือมีความนุ่มช่วยรองรับแรงกระแทกแบบ Low impact ได้ดีเพราะให้สัมผัสที่นุ่มนวลทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บน้อย แต่จะไม่เหมาะกับการรองรับแรงกระแทกแบบ High impact เพราะจะทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับเด้งไปมา ถึงแม้จะมีความนุ่มแต่ตัวเด็กก็จะได้รับการกระแทกซ้ำๆ ได้

ฟองน้ำ Urethane Foam เป็นวัสดุอ่อนนุ่มกว่า Urethane มีลักษณะคล้ายฟองน้ำแต่มีความหนาแน่นสูงกว่าฟองน้ำทั่วไป ส่วนใหญ่สีดำนิยมนำมาห่อลำโพงหรือเครื่องเสียราคาแพงที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ สามารถสั่งผลิตให้มีความหนา นุ่ม แน่น ได้ทุกระดับตามต้องการ

ข้อดีคือมีความนุ่มนวลกว่าแบบยาง ช่วยรองรับแรงกระแทกแบบ Low impact ได้นุ่มนวลกว่าเพราะให้สัมผัสที่นุ่มนวลทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บน้อย แต่ถ้าบางเกินไปหรือนุ่มเกินไปก็จะไม่เหมาะกับการรองรับแรงกระแทกแบบ High impact เพราะจะทำให้เกิดการยวบได้

Low resilience urethane foam เป็น Urethane Foam ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้าย memory foam เมื่อกดลงไปจะคืนตัวได้ช้า จึงทำให้มีคุณสมบัติในซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

ข้อดีคือมีความนุ่มนวลกว่าแบบยาง และหนึบกว่าแบบ Urethane Foam ช่วยรองรับแรงกระแทกแบบ Low impact ได้นิ่งสนิทไร้การสะท้อนกลับของแรงทำให้ตัวเด็กไม่เด้งไปมา แต่ข้อควรระวังคือถ้าบางเกินไป จะไม่สามารถรองรับแรงกระแทกแบบ High impact ได้เพราะจะยวบเกินไป เหมาะกับการนำมาใช้เสริมคู่กับ Urethan Foam

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าไม่มีวัสดุอะไรที่ดีและปลอดภัยที่สุด เพราะวัสดุทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมาะกับการใช้รองรับการกระแทกในโอกาสที่ต่างกัน รวมถึงคุณภาพของวัสดุหรือผุ้ผลิตก็มีผลต่อวัสดุเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

โฟม EPS ที่ผลิตจากโรงงาน A กับ โฟม EPS ที่ผลิตจากโรงงาน B ก็อาจมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน

หรือแม้แต่ โฟม EPS 2 ชิ้นที่ผลิตจากโรงงาน A เหมือนกัน ก็อาจมีความเปราะบางต่างกันขึ้นอยู่กับ Spec ของผู้สั่งผลิต

ตัวอย่างเช่น คาร์ซีทบางตัวที่ผู้ผลิตอาจลดต้นทุนโดยใช้โฟมที่บางมากไปก็อาจแตกหักง่ายเกินไปทั้งๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการเกิดอุบัติเหตุมาก่อน ซึ่งเมื่อโฟม EPS แตกแล้วจะไม่มีความปลอดภัยในการรองรับแรงกระแทกอีกต่อไป จะต้องเปลี่ยนตัวใหม่ทันที และนี่ก็เป็นจุดสำคัญสำหรับที่คนที่เลือกใช้คาร์ซีทมือสองหรือคาร์ซีทเก่าต้องตรวจสอบเป็นอย่างแรกว่าโฟมยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ (สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับคาร์ซีทมือสอง ถ้ามีโอกาสจะขอนำมาเล่าให้ฟังในคราวหน้านะคะ)

ในรูปนี้เป็นตัวอย่างของ โฟม EPS ที่Ailebebe เลือกใช้สำหรับรุ่น Kurutto 4 ซึ่งจะมีความหนาถึง 40 mm.

หลักการใช้คาร์ซีท แบบฉบับคุณหมอ

การใช้คาร์ซีทที่พ่อแม่ยังสงสัย มาฟังคำแนะนำ ฉบับหมอเด็กกันค่ะ เข้าใจง่าย

#หลักการใช้คาร์ซีท สไตล์ #เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
นี่คือการโพสรอบที่สี่เรื่องนี้ ตั้งแต่ตั้งเพจมาสามสัปดาห์

ยังไม่ทันขาดคำก็มีข่าวที่แม่อุ้มเด็ก แล้วรถตกหลุมและเสียชีวิตจาก airbag กางอัดหลังตกหลุม นี่เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมากในประเทศไทย เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เล็งเห็นความปลอดภัยของคาร์ซีท ถ้ามีรถ จ่ายเพิ่มอีกสักนิดนะครับ กว่าจะตั้งท้องมาก็ตั้ง 9 เดือน กว่าจะเลี้ยงอีก นมระบมไปเท่าไร เสียค่าแพมเพิร์สไปเท่าไร …. แค่นี้คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มครับ

ซ้ำร้ายคือซื้อคาร์ซีทมาติดแล้วเอาลูกไปนั่งเฉยๆ ไม่คาดเบลท์ พ่อหมออยากจะเอาไม้หลวงพ่อคูณเขกกะโหลกเรียกสติ ….. หนูคิดอะไรกันอยู่ลูก…..

เหมือนเวลาหมอเห็นคนขี่มอไซด์ แล้วเอาหมวกกันนอกไปหนีบตรงขาหนีบ….. คืออะไร …. จะเอาไปซุกให้มันเค็มพอดีแล้วค่อยเอามาใส่หัวตอนเจอตำรวจรึ ฮ้า…. กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ 55555

ต่างๆ เหล่านี้ อันนี้ไม่ต่างกับมียาแต่ไม่กิน แล้วเอาขวดยาไปวางไว้บนหิ้งพระแล้วยกมือไหว้ แล้วบอกให้ชั้นหายจากโรค 5555 หรือเอาน้ำเปล่ามารักษาโรค เอาเถอะจ้ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นขอให้ตายอย่างไม่เจ็บปวดละกันครับ ไม่ได้แช่งนะ อันนี้อวยพร เพราะถ้าไม่ตายเลยอาจจะทุพพลภาพหนักๆ จะทรมานเปล่าๆ เง้อ…..

นี่มันเรื่องความปลอดภัย หนูจะเอาอย่างที่หนูสบายใจไม่ได้โดยเด็ดขาด นะแจ๊ะ …… คาร์ซีทแพงกว่า ตปท จริงครับ บ้านเรา แต่อย่าลืม รถยนต์บ้านเราก็แพงกว่า ตปท ยังซื้อมาใช้ได้เลยอ่ะ คู๊ณณณณณณ

เอางี้…. จะให้หมอไปกราบแทบตักพริตตี้ เลยก็ได้…… ใช้เถอะจ้ะ …. มันปลอดภัยกว่าเยอะ…. ดังนั้นวันนี้พ่อหมอขอนำย้ำวิธีที่ทำให้ลูกสามารถนั่งคาร์ซีทได้นะครับ …… คือ

“จับลูก …. วางบน คาร์ซีท…. คาดเบลท์ แล้วใส่ล็อค”

แต๊แด่นนนนนนน….. เสร็จแล้ว การทำให้ลูกนั่งคาร์ซีทได้ 555555555 เอ้า ลุกขึ้นปรบมือ ทุกคน…..

จะบ้าเรอะ สมงสมองไปหมดละ 55555 กร๊าก ……. แต่ถ้าถามวิธีที่ทำให้นั่งคาร์ซีทให้ยั่งยืน แนะนำแบบนี้ครับ

  1. เริ่มใช้ตั้งแต่แรกเกิด คือกลับจาก รพ ใช้เลย จะได้สร้างความคุ้นเคย ลูกหมอคุ้นมาก ขึ้นปุ๊บหลับปั๊บ … ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง ปกติอยู่บ้านตื่นมาร้องเหมือนกินนมแม่คลุกกับยาบ้าตลอดเวลา 5555 (อันนี้ก็เกินไปสักนิด 5555)
  2. เซ็ทเงื่อนไขให้ลูกเลยว่า “no car seat, no drive” คือไม่นั่งคาร์ซีทไม่มีการนั่งรถโดยเด็ดขาด ใกล้ไกล ห้ามบ่น ไม่นั่งไม่ไป
  3. “ร้องคือร้อง” อาจจะต้องทนไป แต่ถ้าไม่เคยนั่งเลย แล้วจู่ๆ จะให้นั่งค่อนข้างยาก พ่อหมอแนะนำให้เริ่มฝึกนั่งไปเซเว่นใกล้บ้าน หน้าปากซอย ไปกินข้าวเย็นใกล้บ้านก่อน หากร้องเยอะจอดข้างทาง พักได้ แต่เมื่อไหร่ล้อเคลื่อนต้องนั่งคาดเบลท์บน คาร์ซีท เสมอ
    หมอบอกเลย ในแง่การปรับพฤติกรรม“ใครทนกว่า คนนั้นชนะ” แน่นอนดังนั้นควรเริ่มให้เร็ว เพราะถ้าเริ่มช้า เด็กโตการต่อต้านจะเยอะกว่า และนานกว่า (อันนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง)
  4. ติดตั้งให้ถูกด้วย คลิกด้านล่างได้ว่าติดกลับหน้ากลับหลังเมื่อไร ตามลิงค์ที่หมอเคยโพสไปนะครับ แต่เอาให้ดีติดตอนแรกเกิด ติดแบบกลับหลัง ให้ร้านติดให้เลย จบ แฮปปี้ ชีวิตดี๊ดี…..วิธีการเลือกคาร์ซีท คลิกhttps://www.facebook.com/SpoiledPediatrician/posts/1318721458224835:0ถึงเบ้าหน้าจะดูธรรมดา แต่รักที่พกมามหึมานะจะบอกให้//แอดมาริโอ้ เมาเรือ#เลี้ยงลูกตามใจหมอ
    #ตรงหลักการบ้างน้อยบ้างเกินบ้าง
    #ตามความพอใจ

ภาพประกอบ: ลูกพ่อหมอเอง ด้านซ้ายวันกลับบ้านวันแรก กับล่าสุด สัก อา ก่อน นั่งชิลชมวิว สบายๆ

ข้อมูลดีๆ จากเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ

คาร์ซีทมือสอง..ดีไหม?

ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้คาร์ซีทมือสอง โดย หมอวิน เพจ #เลี้ยงลูกตามใจหมอ

ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของคาร์ซีท #คาร์ซีทมือสอง


ตามที่พ่อหมอเคยเขียนเรื่องการเลือกซื้อคาร์ซีทไว้แล้วตั้งแต่ตอนเปิดเพจครับ คลิกอ่านได้ครับที่ 
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1318721458224835&substory_index=0&id=1312969582133356

ก็เริ่มมีลูกเพจเริ่มถามเรื่อง “การซื้อคาร์ซีท” ในหัวข้อนอกเหนือจากคำถามเบื้องต้นครับ โดยเฉพาะเรื่อง “การซื้อคาร์ซีทมือสอง” หรือ “คาร์ซีทเก่า”

ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมาร ฯ ของสหรัฐอเมริกา … บอกไว้ว่า

  • ควรใช้คาร์ซีท “ใหม่” ที่ได้มาตรฐาน หากทำได้ เพราะแข็งแรง ปลอดภัย และรับประกันความปลอดภัยในการใช้งาน
  • ห้ามใช้คาร์ซีทที่เคย “ประสบอุบัติเหตุ” มาก่อน เรื่องนี้อันตรายมากเลยครับ … เพราะอุบัติเหตุอาจทำให้โครงสร้างภายในแตกหัก (ซึ่งบางครั้งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) หรือสายเข็มขัดอาจฉีกขาด ตัวล็อคต่าง ๆ อาจหลวม ไม่แน่นหนาเหมือนเดิม …
  • หลีกเลี่ยงการใช้คาร์ซีทที่ผลิตมาแล้ว เกิน 10 ปี …
  • ควรซื้อคาร์ซีทที่มี manufacturer’s label หรือป้ายจากผู้ผลิตเสมอครับ เพราะหากมีการเรียกคืนสินค้า ด้วยเหตุผลใดก็ตามเราจะได้เคลมได้
  • ห้ามใช้คาร์ซีทที่มีการชำรุดที่กรอบคาร์ซีท หรือมีชิ้นส่วนบางอย่างของคาร์ซีทสูญหายและหมอขอย้ำเรื่องการติดตั้งอีกครั้งครับ
  • นั่งหันหลัง จนกว่าจะอายุ 2 ขวบ หรือจนกว่าขาเด็กจะล้นนั่งแบบหันหลังกลับไม่ได้ จากนั้นค่อยกลับมานั่งหันหน้า
  • นั่งหันหน้าจนกว่าน้ำหนักและส่วนสูงเกินกว่าคำแนะนำของคาร์ซีทนั้น ๆ โดยปกติ คือ น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม หรือ ส่วนสูงประมาณ 145 ซม. ครับ จากนั้นปรับเป็น booster seat (เก้าอี้รอง) นั่งด้านหลัง จนอายุ 13 ปี แล้วสามารถมานั่งด้านหน้าได้ …
  • อย่าลืมคาดเข็มขัดให้เรียบร้อยทุกครั้ง
  • นั่งคาร์ซีททุกครั้งที่นั่งรถครับ No car seat, no driveควรฝึกนั่งตั้งแต่แรกเกิดนะครับ เพราะเด็กจะคุ้นชินมากกว่าและสร้างกฎให้เข้าใจว่าต้องนั่งจึงออกรถได้ง่ายกว่ามาติดตั้งตอนโต โดยเฉพาะหลัง 6 เดือนขึ้นไปนะจ๊ะ เพราะเริ่มรู้เรื่องแล้ว ต่อต้านได้ในสิ่งที่ไม่เคยทำ ยิ่งหลัง 1 ขวบ ไม่ต้องพูดถึง ยากมากครับหากทำได้ควรซื้อ “ใหม่” เนอะ เพื่อความปลอดภัย หรือหากซื้อคาร์ซีทมือสองที่ใช้แล้ว ต้องแน่ใจว่าไม่เคยผ่านอุบัติเหตุและผลิตมาอายุน้อยกว่า 10 ปี …ในกรณีหากประสบอุบัติเหตุขึ้นมา … หากซื้อยี่ห้อที่สากล เขาจะเคลมคาร์ซีทใหม่ให้เราเลยครับ … เหมือนยี่ห้อที่หมอใช้ คือ Ailebebe ราคาโอเคและเคลมได้หากเกิดอุบัติเหตุครับ …สนใจก็ติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายได้เลย … นะ หรือคลิกดูรายละเอียดและเลือกซื้อที่www.babygiftretail.com ได้นะครับ ใครไปงาน BBB ก็ไปดูได้เนอะเรื่องความปลอดภัย … หมอย้ำเสมอตั้งแต่เปิดเพจครับ เป็นเรื่องที่ผ่อนปรนไม่ได้ …  #หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
 

 

การเลือกคาร์ซีท carseat แบบหมอเด็กเลือกให้ลูกตัวเอง

หมอเด็กเค้าเลือกคาร์ซีทแบบไหนให้ลูกตัวเอง….อยากรู้ต้องคลิ๊ก ก่อนซื้อคาร์ซีทให้ลูก

ถ้าไปอ่านหนังสือ ก็จะรู้ว่าคาร์ซีท (carseat) มี 4 แบบ (ซึ่งเอาเข้าจริงรู้จริงๆ ตอนมีลูก 55555 ก่อนนั้นรู้แต่ทฤษฎี) คือ

  • infant seat ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ถึง นน 9-10 โล
  • convertible seat ใช้ได้ถึง 9-18 โล (อันนี้มีแบบใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด บางรุ่นใช้ได้ตั้งแต่อายุ 9 เดือน ไปดูกันตอนซื้อด้วยจ้า)
  • forward facing หรือ combination seat
  • booster seat เมื่อยัดตัวลงคาร์ซีท car seat ไม่ได้แล้ว

แน่นอนในตลาด มี option มากมายไว้หลอกลวงพ่อแม่ขาช้อป 5555 ทั้งแบบตระกร้าที่ยกเข้าออกได้เลย หรือ ประกอบลง stroller (รถเข็น) ได้เลย…. เอาที่สบายใจ 555 เอาหลักในการเลือกของพ่อหมอเลยแล้วกัน 555

  1. คุ้มและปลอดภัย
  2. ใช้นาน

ไม่ว่าอะไรก็ตาม เน้นใช้ได้ยาวๆ เป็นหลัก แน่นอน convertible เป็นแบบที่เลือกแบบไม่ต้องคิดเลย เพราะใช้ได้นานดี อย่างน้อยๆ ก็สามสี่ปี อีแบบตระกร้าเนี่ยใช้ได้ปีเดียวก็ต้องเปลี่ยนละ ไม่ไหว พ่อไม่ค่อยมีตังค์ (ต้องเอาไปซื้อของไร้สาระอื่นๆ อีก 55555)

ยังๆ ยังไม่จบ เลือกชนิดแล้ว ต้องมาเลือก options อีก ตัวเลือกเรามีดังนี้

  1. ตัว carseat หมุนได้ จะกี่องศาก็แล้วแต่ จะทำให้สะดวกเวลาเอาลูกลงคาร์ซีท carseat …. ถามว่าจำเป็นไหม ไม่หรอก ถ้าดูแค่คงามปลอดภัย จะหมุนไม่หมุนก็เหมือนกัน แต่ถ้าเอาตามความขี้เกียจและความกิ๊บเก๋ หมุนเวิร์กกว่าเยอะ 5555 เพราะเวลาอุ้มลงง่ายกว่า (ทำไมรู้ เพราะมีสองแบบจ้าาาาาาาา 55555 เยอะเข้าไป
  2. ระบบ belted base (ใช้สายเบลท์) หรือ isofix อันดับแรก ไปดูก่อนว่ารถที่ใช้มีระบบ isofix ไหม รถหมอไม่มีจ้า 555 จบเลยประเด็นนี้ แต่ๆๆๆๆๆ จากการศึกษา (ที่จำได้แบบเลือนลาง) สำหรับเด็กเล็กที่นั่งหันหลัง (rear facing) isofix ปลอดภัยพอๆ กะแบบ belt แต่ๆๆๆๆ isofix ดีกว่าสำหรับเด็กโตที่นั่งหันหน้านะจ๊ะ แต่ๆๆๆ isofix แพงกว่า belted พอดูทีเดียว
    แต่ๆๆๆๆๆ รถที่บ้านไม่มี isofix จบนะ 5555555 เพราะเน้นรถ antique 5555 (เก่าแบบไม่มีราคา) เอาเถอะๆ สรุปว่าเลือกแบบหมอคนนี้ก็คือ
  • convertible เน้นใช้นาน 5555
  • belted base เพราะรถไม่มีระบบ isofix (ถ้ามีก็ไม่เอา เพราะแพง 555) อย่าถามว่าใส่ไงนะ เพราะให้ พนง ร้านใส่ให้ และกะจะไม่ถอดอีกเลย ดูใส่ไม่ง่าย 555
  • ซื้อแบบที่มีหมอนรองคอด้วย เพราะต้องใช้ในช่วงแรกเกิดเดือนแรกด้วย ถ้าไม่มีซื้อเพิ่มดีกว่าครับไม่แพงมาก คอลูกจะได้ไม่พับ (อันนี้คิดเอง เพราะยี่ห้อที่ไม่มีที่รองคอ เขาก็เคลมว่าโอเคอยู่ แต่เนื่องจากเป็นคนเยอะเลยแนะนำให้ซื้อเถอะ)

เน้นหลัก 3 ข้อในการใช้คาร์ซีท carseat โดย AAFP ของอเมริกาคือ

  1. Backward is the best นั่งหันหลังเริ่ดสุดจนอายุขวบนึง (นน 9-10 โล) เพราะป้องกันการเกิด C-spine injury (อันตรายต่อกระดูกคอ) ได้ดีมั่ก
    [EDITTED] ตาม AAFP ล่าสุดปี 2012 แนะนำให้นั่งหันหลัง (rear facing) จนถึงอายุ 2 ปีไปเลยนะจ๊ะ………. หลังสองขวบค่อยหมุนตัวสวยๆ มา forward facing สวยๆ หล่อๆ ครับ
  2. 20-40-80 คือเลข นน เป็นปอนด์ ที่ต้องเปลี่ยน setting ของคาร์ซีท carseat ในไทยก็ 9-18-36 กิโลกรัม คือ ก่อน 9 โล นั่งหันหลัง 9-18 โล นั่งหันหน้า 18-36 โล ใช้ booster seat เพราะเข็มขัดทั่วไปยังหลวมไปในเด็กที่ นน ไม่ถึง 36 โล
  3. Boost until fit enough คือใช้ booster seat จนกว่าจะใส่เบลท์เหมือน ผู้ใหญ่ ได้ จะ 36 โล จะ 40 โล แล้วแต่เด็กเลย ลองดูว่าเมื่อไรใส่แล้วไม่ หลวมใช้เหมือนผู้ใหญ่ได้เลย

ปล. มีคนซื้อแบบตระกร้าใช้แล้วดูเก๋มากครับ เวลาพามาฉีดวัคซีนตอนอายุ 1-2 เดือน ดูฮิปมาก ยกมาทั้งตระกร้าเลย ยกขึ้นลงสบ๊ายสบาย จริงๆ แอบอยากได้ แต่ดูเปลืองเงินเบาๆ

#เลี้ยงลูกตามใจหมอ
#ตรงหลักการบ้างน้อยบ้างเกินบ้าง
#ตามความพอใจ

EDITTED เพิ่มเติม (25/6/60): พ่อหมอเพิ่งได้ยินว่า มีคนติดตั้งคาร์ซีทแล้วเอาลูกนั่งแบบไม่รัดเข็มขัด …. คือนั่งเฉยๆ …. อั้ยย่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับไม่มีคาร์ซีทนะครับ…. เวลาเกิดอุบัติเหตุก็ปลิวกระเด็นเลยนะครับ คาดสายรัดด้วยทุกครั้งที่นั่งคาร์ซีทนะจ๊ะ … จากพ่อหมอ คนเดิม…

ข้อมูลดีๆ จากเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ

เก้าอี้วิเศษของพวกเรา (คาร์ซีท)

ฝึกลูกให้นั่งคาร์ซีทไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายเลย ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ

ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว

ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย

  1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน
  2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้

เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย)

เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ หรือเลือกเปิดเพลงที่ลูกชอบแล้วร้องไปด้วยกันก็ได้

หยุดพักบ้าง หากต้องเดินทางไกลควรเลือกใช้คาร์ซีทปรับเอนนอนได้ และจอดพักสักครู่เพื่อให้ลูกได้ยืดเส้นยืดสาย

เคล็ดลับก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ Real-Parenting

ภาพประกอบจาก Baby Gift Retail

—————————————————————————————-

สามารถสอบถามได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและแนะนำได้อย่างถูกต้องที่ศูนย์บริการ Baby Gift ทั้ง 9 สาขา ใกล้บ้าน

  • สาขา BTS วงเวียนใหญ่ โทร. 086-355-1902
  • สาขา The Crystal รามอินทรา โทร. 084-905-5589
  • สาขา นอร์ทปาร์ค(วิภาวดี-ประชาชื่น) โทร. 086-312-1272
  • สาขา สุขุมวิท 103 โทร. 095-496-8555
  • สาขา The Crystal SB ราชพฤกษ์ โทร. 095-578-5115
  • สาขา Mega Bangna โทร. 063-225-7200
  • สาขา The Bright พระราม2 โทร. 093-125-9422
  • สาขา แหลมฉบัง โทร. 086-381-7595
  • สาขา อุบลราชธานี โทร. 090-295-8608

ช่องทางออนไลน์ :

การเลือกซื้อคาร์ซีทสำหรับเด็ก

ปัจจุบันมีคาร์ซีทให้เลือกมากมายหลายประเภท จึงควรใช้เวลาในการเลือก และต้องเลือกคาร์ซีทที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้

  • คาร์ซีทต้องมีป้ายเครื่องหมาย E ซึ่งแสดงว่า ผ่านมาตรฐานของสหประชาชาติ, ECE Regulation 04 หรือ R 44.03

  • เลือกประเภทคาร์ซีทให้เหมาะสมกับน้ำหนักและขนาดตัวของเด็ก และต้องติดตั้งได้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • ตรวจสอบประเภทของคาร์ซีทให้เหมาะสมกับน้ำหนักและความสูงของเด็ก
  • ศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ แคตตาล็อก จากร้านค้าที่จำหน่ายคาร์ซีท เป็นข้อมูลพิจารณาเลือกคาร์ซีทรุ่นที่ตรงความต้องการ
    Inbox : m.me/ailebebethailand  , Website : http://ailebebethailand.com/
  • ลองคิดดูว่าคุณจะใช้คาร์ซีทอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องนำคาร์ซีทเข้าและออกจากรถบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องอาจจะต้องเลือกคาร์ซีทมีที่นั่งน้ำหนักเบา หรือหากคุณเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ คาร์ซีทที่ปรับเอนนอนได้สบายก็จะช่วยให้เด็กได้ผ่อนคลาย รู้สึกสบายและช่วยให้เด็กหลับได้อย่างสบาย

  • ตรวจสอบว่าคาร์ซีทที่กำลังตัดสินใจจะซื้อ สามารถติดตั้งกับรถยนต์ของคุณได้แน่นอน
  • สอบถามกับผู้ขายว่าคาร์ซีทเหมาะกับเด็กและรถของคุณหรือไม่ หรือลองหาคนที่จะช่วยให้คุณลองติดตั้งคาร์ซีทที่รถก่อนที่จะซื้อ
  • ตรวจสอบว่า พนักงานขายได้รับการฝึกอบรมในการเลือกและติดตั้งคาร์ซีท จากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง เพื่อให้ได้รับคำแนะนำจากพนักงานขายที่ได้รับการฝึกอบรมมาแล้วอย่างถูกต้อง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถคืนคาร์ซีทหรือเปลี่ยนหรือขอรับเงินคืนได้ หากไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง
  • ตรวจสอบว่าคาร์ซีทมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด 44.04 ของสหประชาชาติหรือค้นหาเครื่องหมาย ‘E’ หรือเป็นไปตามมาตรฐาน i-size ใหม่ (R129)

  • อย่าซื้อคาร๋ซีทมือสอง เพราะคุณไม่สามารถมั่นใจในประวัติของมันได้ อาจเป็นคาร์ซีทที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว แม้ว่าภายนอกอาจจะดูดี แต่ก็อาจมีความเสียหายภายในที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
  • คาร์ซีทมือสองมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพขึ้น เมื่อเทียบกับการออกตามแบบตามมาตรฐานปัจจุบัน และประสิทธิภาพความปลอดภัยก็ลดลงด้วยเช่นกัน
  • หากจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทมือสอง ควรใช้คาร์ซีทที่มาจากสมาชิกในครวบครัว หรือเพื่อนเท่านั้น เพราะคุณสามารถตรวจสอบประวัติของคาร์ซีทตัวนี้ได้ พร้อมคำแนะนำจากผู้ใช้เดิม

***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่

คาร์ซีทก็มีวันหมดอายุเหมือนกันนะ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา กฏหมายกำหนดให้ผู้ผลิตคาร์ซีทจะต้องระบุวัน/เดือน/ปีที่ผลิตและวันหมดอายุของคาร์ซีท บนผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เพื่อกำหนดอายุการใช้งานของคาร์ซีทที่แท้จริง โดยกฏหมายไม่ได้ระบุอายุการใช้งานที่ชัดเจนเพราะขึ้นอยู่กับวัสดุและโครงสร้างที่ใช้ผลิตคาร์ซีท โดยส่วนใหญ่คาร์ซีทที่ขายในสหรัฐอเมริกาจะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 ปี นับจากวันที่ผลิต (มิใช่วันที่ซื้อ) ในขณะที่บางรุ่นที่อาจมีการใช้วัสดุอย่างดีหรือมีการเสริมโครงสร้างพิเศษอาจสามารถใช้งานได้ถึง 9 ปี

อย่างไรก็ตามคาร์ซีทที่มิได้จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกามักไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับวันที่ผลิตหรือวันหมดอายุให้ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นวิธีการตรวจสอบง่ายๆ คือหลีกเลี่ยงการใช้คาร์ซีทเก่า คาร์ซีทมือสอง คาร์ซีทตกรุ่น หรือคาร์ซีทที่เก็บไว้เป็นเวลานาน

เมื่อคาร์ซีทหมดอายุจะเป็นเช่นไร? คาร์ซีททุกตัวมีโครงสร้างพลาสติกเป็นส่วนประกอบหลัก และคาร์ซีทเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในรถยนต์ ซึ่งเมื่อมีการใช้งานเป็นเวลานาน ความร้อนและแสง UV จะทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพ กรอบ แตกหักง่าย นอกจากนี้แสง UV ยังทำให้วัสดุรองรับแรงกระแทกและเบาะรองตัว หมอนรองศีรษะทารกที่เคยนุ่มกลับแข็งและขาดความยืดหยุ่นจึงไม่สามารถใช้ปกป้องทารกได้

และโดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีอากาศร้อนและแสงแดดจัด คาร์ซีทที่ถูกติดตั้งทิ้งไว้ในรถอาจมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงแนะนำให้ควร ถอดและเก็บคาร์ซีทออกจากรถในกรณีที่ไม่ได้มีการใช้งานเป็นเวลานาน เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของคาร์ซีทให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้ได้นานขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง ห้างสรรพสินค้า Kohl เมืองควินซี่ย์  ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมีการจัดงานแลกเปลี่ยนคาร์ซีทมือสองที่ลานจอดรถของห้าง  สำหรับผู้โชคดีจำนวน 300 คนแรก สามารถนำคาร์ซีทอันเก่ามาแลกเป็นคาร์ซีทอันใหม่ได้ แค่จ่ายเงินเพิ่มเพียง 10 ดอลล่า เท่านั้น เพื่อลดการใช้คาร์ซีทที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุแล้ว

นายอดัม ครันทรี่ พนักงานของห้าง  Kohl ได้กล่าวว่า เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆแล้ว เราสนับสนุนให้ทุกคนใช้คาร์ซีทอันใหม่ หรือหันมาใช้คาร์ซีทในรถยนตร์เพื่อป้องกันความปลอดภัยของเด็กๆ  มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้เลยว่าคาร์ซีทมีอายุการใช้งาน 6 ปี หรือ คาร์ซีทที่ใช้อยู่นั้นเคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน และมีรอยแตกหัก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้ ดังนั้นเราจึงอยากให้คุณเปลี่ยนอันใหม่เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยของคุณ

สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือไม่ควรซื้อคาร์ซีทที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันผ่านการใช้งานแบบใดมาบ้าง  จงจำไวว่า “อย่าเสี่ยงชีวิตและความปลอดภัยของลูกน้อยเพียงเพื่อจะได้ซื้อของที่ราคาถูก”


***สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่